แชร์

5 เทรนด์ Cyber Security ที่คุณต้องรู้ในปี 2026

อัพเดทล่าสุด: 4 ธ.ค. 2025
1355 ผู้เข้าชม
โลกดิจิทัลที่ไร้พรมแดนนำความสะดวกสบายมาให้เราอย่างมหาศาล แต่ในอีกด้านหนึ่ง มันก็มาพร้อมกับความเสี่ยงและภัยคุกคามที่ซับซ้อนขึ้นทุกวัน ภัยคุกคามไซเบอร์ไม่ใช่เรื่องไกลตัวของคนไอทีอีกต่อไป แต่มันแฝงตัวอยู่รอบๆ เราอย่างแนบเนียน ตั้งแต่การหลอกลวงผ่านโซเชียลมีเดีย ไปจนถึงการโจมตีองค์กรขนาดใหญ่ที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง การรู้เท่าทันและคาดการณ์เทรนด์ Cyber Security ล่วงหน้าจึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยให้เราทั้งในฐานะบุคคลและองค์กร สามารถเตรียมพร้อมรับมือและวางกลยุทธ์การป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ มาดูกันว่า 5 เทรนด์ความปลอดภัยไซเบอร์ในปี 2026 ที่เราต้องจับตามองมีอะไรบ้าง

แต่ก่อนจะไปดูเทรนด์ในอนาคต เรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่าทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญกับทุกคน ไม่ว่าคุณจะเป็นพนักงานออฟฟิศ เจ้าของธุรกิจ หรือแม้แต่คนที่ใช้โซเชียลมีเดียในชีวิตประจำวัน ภัยคุกคามในปัจจุบันนั้นฉลาดและแนบเนียนกว่าเดิมมาก ไม่ว่าจะเป็น Deepfake ที่สร้างวิดีโอปลอมของคนที่คุณรู้จัก, Phishing Email ที่ดูเหมือนอีเมลจากธนาคารจริงๆ หรือการโจมตีผ่านอุปกรณ์ IoT (Internet of Things) ในบ้านของคุณเอง ผลกระทบจากการถูกโจมตีนั้นรุนแรง ตั้งแต่การสูญเสียข้อมูลส่วนบุคคล การเงิน ไปจนถึงการทำให้ระบบการทำงานของทั้งองค์กรต้องหยุดชะงัก

การมองไปข้างหน้าถึงปี 2026 จึงเปรียบเสมือนการมีแผนที่นำทาง ที่จะช่วยให้เราเห็นภาพของความเสี่ยงใหม่ๆ และเตรียมเครื่องมือป้องกันไว้ล่วงหน้า ก่อนที่ความเสียหายจะเกิดขึ้นจริง

5 เทรนด์ Cyber Security ที่เราต้องจับตามองในปี 2026

1. AI เมื่อปัญญาประดิษฐ์กลายเป็นทั้งอาวุธและเกราะป้องกัน

ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไม่ใช่แค่เทคโนโลยีในหนังไซไฟอีกต่อไป แต่มันได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในสนามรบไซเบอร์ไปแล้ว
  • ด้านภัยคุกคาม แฮกเกอร์กำลังใช้ AI พัฒนาการโจมตีให้เฉียบคมขึ้นอย่างน่ากลัว ลองนึกภาพอีเมลหลอกลวง (Phishing) ที่เขียนขึ้นโดย AI ซึ่งสามารถเลียนแบบสไตล์การเขียนของ CEO คุณได้อย่างสมบูรณ์แบบ หรือการใช้ AI สร้างมัลแวร์สายพันธุ์ใหม่ที่สามารถปรับเปลี่ยนตัวเองเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจจับได้ นอกจากนี้ การโจมตีแบบอัตโนมัติ (AI agent attacks) ยังทำให้การเจาะระบบเกิดขึ้นได้รวดเร็วและเป็นวงกว้างกว่าที่เคย
  • ด้านการป้องกัน ในทางกลับกัน ฝ่ายป้องกันก็ใช้ AI เป็นอาวุธสำคัญเช่นกัน ระบบรักษาความปลอดภัยที่ขับเคลื่อนด้วย AI สามารถวิเคราะห์ข้อมูลปริมาณมหาศาลเพื่อตรวจจับพฤติกรรมที่ผิดปกติได้แบบเรียลไทม์ มันสามารถเรียนรู้รูปแบบการโจมตีใหม่ๆ และตอบสนองได้โดยอัตโนมัติ เช่น การตัดการเชื่อมต่อที่น่าสงสัย หรือการกักกันไฟล์อันตราย ก่อนที่มนุษย์จะทันได้สังเกตเห็นด้วยซ้ำ

2. Deepfake และ Synthetic Attacks เมื่อสิ่งที่คุณเห็นอาจไม่ใช่ความจริง

เทคโนโลยี Deepfake หรือการสังเคราะห์สื่อปลอม กำลังพัฒนาไปถึงจุดที่แยกแยะออกจากของจริงได้ยากมาก และนี่คือภัยคุกคามที่น่ากังวลอย่างยิ่ง
  • ด้านภัยคุกคาม แฮกเกอร์สามารถใช้ Deepfake สร้างวิดีโอหรือคลิปเสียงปลอมของผู้บริหาร เพื่อสั่งให้ฝ่ายการเงินโอนเงินจำนวนมหาศาล หรือสร้างข่าวปลอมเพื่อทำลายชื่อเสียงของคู่แข่งทางธุรกิจ ในระดับบุคคลทั่วไป มันอาจถูกใช้เพื่อสร้างคอนเทนต์ปลอมเพื่อแบล็กเมล์หรือหลอกลวงคนใกล้ชิดของคุณ
  • ด้านการป้องกัน การป้องกันภัยคุกคามประเภทนี้ต้องอาศัยทั้งเทคโนโลยีและการสร้างความตระหนักรู้ การยืนยันตัวตนแบบหลายปัจจัย (Multi-Factor Authentication - MFA) จะกลายเป็นสิ่งจำเป็นยิ่งขึ้น รวมถึงการสร้างกระบวนการตรวจสอบซ้ำเมื่อมีการร้องขอที่ละเอียดอ่อน เช่น การโอนเงิน หรือการเข้าถึงข้อมูลสำคัญ การให้ความรู้แก่พนักงานและคนทั่วไปให้มีวิจารณญาณและตรวจสอบข้อมูลก่อนเชื่อจึงเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุด

3. Ransomware ยุคใหม่ ไม่ใช่แค่เรียกค่าไถ่ แต่ขโมยข้อมูลไปพร้อมกัน

Ransomware หรือมัลแวร์เรียกค่าไถ่ยังคงเป็นภัยคุกคามอันดับต้นๆ แต่รูปแบบของมันซับซ้อนและโหดร้ายกว่าเดิม
  • ด้านภัยคุกคาม แฮกเกอร์ไม่ได้แค่เข้ารหัสไฟล์ของคุณเพื่อเรียกค่าไถ่อีกต่อไป แต่ใช้กลยุทธ์ที่เรียกว่า Double Extortion คือการลอบขโมยข้อมูลสำคัญออกไปก่อน แล้วจึงเข้ารหัสไฟล์ หากคุณไม่ยอมจ่ายค่าไถ่ พวกเขาก็จะขู่ว่าจะนำข้อมูลที่ขโมยไปเผยแพร่สู่สาธารณะ นอกจากนี้ การโจมตีผ่านคู่ค้าหรือผู้ให้บริการภายนอก (Supply Chain Attack) ก็เป็นอีกช่องทางที่ทำให้ Ransomware แพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว
  • ด้านการป้องกัน การสำรองข้อมูล (Backup) อย่างสม่ำเสมอและแยกเก็บไว้ต่างหากยังคงเป็นหัวใจสำคัญ แต่ต้องเพิ่มด้วยการอัปเดตระบบและซอฟต์แวร์ให้เป็นปัจจุบันเสมอ เพื่อปิดช่องโหว่ที่แฮกเกอร์อาจใช้โจมตี การมีแผนรับมือเหตุการณ์ (Incident Response Plan) ที่ชัดเจนและซ้อมเป็นประจำ จะช่วยลดความเสียหายและทำให้องค์กรกลับมาดำเนินการได้เร็วขึ้น

4. Zero-Trust Security ปรัชญา 'ไม่เชื่อใคร' จะกลายเป็นมาตรฐานใหม่

แนวคิดความปลอดภัยแบบเดิมที่เชื่อว่า "สิ่งที่อยู่ข้างในเครือข่ายปลอดภัย" นั้นใช้ไม่ได้อีกต่อไป เมื่อภัยคุกคามสามารถมาจากภายในองค์กรได้เช่นกัน
  • ด้านภัยคุกคาม การโจมตีไม่ได้มาจากภายนอกเสมอไป แต่อาจเกิดจากคนใน (Insider Threats) ที่มีเจตนาร้าย หรือพนักงานที่ถูกขโมยข้อมูลยืนยันตัวตนไป ทำให้แฮกเกอร์สามารถเข้ามาในระบบได้อย่างง่ายดาย
  • ด้านการป้องกัน หลักการของ Zero-Trust คือ "Never Trust, Always Verify" หรือ "ไม่เชื่อถือสิ่งใดโดยอัตโนมัติ และตรวจสอบยืนยันเสมอ" หมายความว่าทุกการเชื่อมต่อ ทุกคำขอเข้าถึงข้อมูล ไม่ว่าจะมาจากภายในหรือภายนอกเครือข่าย จะต้องผ่านการตรวจสอบและยืนยันตัวตนอย่างเข้มงวดเสมอ เป็นการสร้างกำแพงป้องกันหลายชั้นที่ทำให้แฮกเกอร์เคลื่อนไหวในระบบได้ยากขึ้นมาก

5. Quantum-Ready Security เตรียมพร้อมรับมือการถอดรหัสแห่งอนาคต

แม้จะยังดูเป็นเรื่องไกลตัว แต่การมาถึงของคอมพิวเตอร์ควอนตัม (Quantum Computer) จะเปลี่ยนแปลงโลกแห่งการเข้ารหัสไปตลอดกาล
  • ด้านภัยคุกคาม คอมพิวเตอร์ควอนตัมในอนาคตจะมีพลังการประมวลผลสูงมากพอที่จะถอดรหัสข้อมูลที่ใช้วิธีการเข้ารหัสแบบดั้งเดิม (เช่น RSA, ECC) ได้ในเวลาอันสั้น นั่นหมายความว่าข้อมูลทุกอย่างที่เคยถูกมองว่าปลอดภัย อาจถูกเปิดเผยได้ในพริบตา
  • ด้านการป้องกัน องค์กรที่มองการณ์ไกลจะต้องเริ่มวางแผนเปลี่ยนผ่านไปสู่การเข้ารหัสที่ทนทานต่อควอนตัม (Quantum-Resistant Encryption) แม้เทคโนโลยีนี้จะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่การเริ่มศึกษาและวางแผนตั้งแต่วันนี้ จะช่วยให้องค์กรของคุณพร้อมรับมือกับภัยคุกคามในยุคควอนตัมได้ทันท่วงที

เทรนด์ Cyber Security ในปี 2026 ทำให้เราเห็นว่าภัยคุกคามจะยิ่งฉลาดขึ้น ซับซ้อน และใกล้ตัวเรามากขึ้นเรื่อยๆ การป้องกันจึงไม่ใช่หน้าที่ของฝ่ายไอทีเพียงฝ่ายเดียวอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องของการสร้าง "วัฒนธรรมความปลอดภัย" ที่ทุกคนต้องมีส่วนร่วม

สิ่งที่เราทุกคนควรทำเพื่อสร้างความปลอดภัย

  • อัปเดตเสมอ อัปเดตซอฟต์แวร์และระบบปฏิบัติการบนอุปกรณ์ของคุณเป็นประจำ
  • ใช้ MFA เปิดใช้งานการยืนยันตัวตนแบบหลายปัจจัย (MFA) กับทุกบัญชีที่ทำได้
  • คิดก่อนคลิก ระวังอีเมล ข้อความ หรือลิงก์ที่น่าสงสัย อย่าให้ข้อมูลส่วนตัวกับแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ
  • สำรองข้อมูล Backup ข้อมูลสำคัญของคุณไว้เสมอ

สิ่งที่องค์กรและฝ่าย IT ควรเริ่มทำ

  • วางแผนสู่ Zero-Trust เริ่มประเมินและวางกลยุทธ์เพื่อปรับใช้แนวคิด Zero-Trust
  • ลงทุนในเทคโนโลยีป้องกัน พิจารณาใช้โซลูชันความปลอดภัยที่ขับเคลื่อนด้วย AI
  • ฝึกอบรมพนักงาน จัดอบรมเรื่องความปลอดภัยไซเบอร์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้พนักงานรู้เท่าทันภัยคุกคามล่าสุด
  • เตรียมแผนรับมือ ตรวจสอบและซ้อมแผนรับมือเหตุการณ์ (Incident Response Plan) ให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอ
  • การเตรียมพร้อมตั้งแต่วันนี้ คือการลงทุนเพื่อความปลอดภัยของข้อมูล ชีวิต และธุรกิจของคุณในอนาคต


Royaltec International ในฐานะผู้นำเข้าและจัดจำหน่าย อุปกรณ์ Network และ Datacenter เราจึงมีผู้เชี่ยวชาญสามารถให้คำปรึกษาและแนะนำในการวางระบบ โครงสร้างพื้นฐานทางด้าน IT และระบบ Network ที่จะช่วยสร้างความปลอดภัย จากภัยคุกคามทางไซเบอร์ (Cyber Security) ที่ใกล้ตัวเราขึ้นมาทุกทีได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

______________________________________________________

หากต้องการคำแนะนำเพิ่มเติมสามารถติดต่อมาได้ที่

โทร 02-9344790
Line : @royaltec หรือ https://lin.ee/AwYkey4
Facebook : Royaltec Thailand
www.royaltec.com


บทความที่เกี่ยวข้อง
Zero Downtime Strategy ป้องกันความเสียหายหลักล้าน ด้วยระบบที่ไม่หยุดนิ่ง
เจาะลึกกลยุทธ์ Zero Downtime ด้วยโซลูชั่นระดับโลก Eaton, Allied Telesis, Panduit และ Kumwell พร้อม Case Study จริง ROI คืนทุนภายใน 1-2 ปี
วิวัฒนาการ Data Center จากยุคเริ่มต้นสู่ Hyperscale Datacenter ในยุค AI
ในยุคดิจิทัลที่ทุกสิ่งขับเคลื่อนด้วยข้อมูลเช่นทุกวันนี้ คุณเคยสงสัยไหมว่าเบื้องหลังบริการออนไลน์ที่คุณใช้งานอยู่ทุกวัน ทั้งโซเชียลมีเดีย สตรีมมิ่ง หรือแม้แต่ AI ที่กำลังเข้ามามีบทบาทในชีวิตเรามากขึ้นเรื่อยๆ สิ่งเหล่านี้มีอะไรเป็น 'หัวใจ' ที่คอยหล่อเลี้ยงให้ระบบทำงานได้อย่างราบรื่นและต่อเนื่อง? คำตอบคือ 'Data Center' หรือ 'ศูนย์ข้อมูล' นั่นเองครับ! จากตู้เซิร์ฟเวอร์ขนาดมหึมาในยุคแรกเริ่ม สู่ Cloud Computing ที่ยืดหยุ่น และก้าวเข้าสู่ Hyperscale Data Center ที่ทรงพลังในวันนี้ Data Center ได้เปลี่ยนแปลงบทบาทตัวเองมาตลอดเวลา บทความนี้จะพาคุณไปสำรวจเส้นทางการพัฒนาอันน่าทึ่งของ Data Center ตั้งแต่จุดเริ่มต้น จนถึงการเป็น 'โรงงานผลิต AI' ที่ขับเคลื่อนนวัตกรรมในโลกยุคใหม่ พร้อมเจาะลึกว่าทำไม Data Center ในวันนี้จึงสำคัญต่ออนาคตของ AI และดิจิทัลไลฟ์สไตล์ของเรามากขนาดนี้ ถ้าพร้อมแล้ว ไปดูกันเลย!
กว่าจะมาเป็นสาย LAN Backbone ที่ขาดไม่ได้ในยุค AI
เคยสงสัยไหมว่าโลกดิจิทัลที่เราใช้ชีวิตอยู่ทุกวันนี้จะทำงานได้อย่างไร หากไม่มีเส้นใยเล็กๆ ที่มองไม่เห็นเหล่านี้คอยเชื่อมโยงทุกสิ่งเข้าด้วยกัน? ใช่แล้วครับ เรากำลังพูดถึง “สาย LAN” หรือสายเคเบิลเครือข่ายที่อยู่เบื้องหลังความเร็ว เสถียรภาพ และความปลอดภัยของการเชื่อมต่อในแทบทุกแง่มุมของชีวิตดิจิทัลของเรา ตั้งแต่การทำงานในสำนักงาน การเล่นเกมออนไลน์ ไปจนถึงระบบอัจฉริยะในบ้านและเมือง หากคุณกำลังมองหาข้อมูลเกี่ยวกับ ประวัติความเป็นมาของสาย LAN และการเดินทางอันน่าทึ่งของเทคโนโลยีนี้ คุณมาถูกที่แล้วครับ บทความนี้จะพาคุณย้อนรอยดูว่า วิวัฒนาการของสาย LAN เกิดขึ้นได้อย่างไร ตั้งแต่จุดเริ่มต้นที่เรียบง่าย ไปจนถึงมาตรฐานความเร็วสูงในยุคปัจจุบันและอนาคตที่ขับเคลื่อนด้วย AI และ IoT เราจะเจาะลึกถึงมาตรฐาน Cat ต่างๆ ที่พัฒนามาอย่างต่อเนื่อง เทคโนโลยีเสริมที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถ รวมถึงบทบาทของแบรนด์ชั้นนำอย่าง Panduit และ Royaltec ที่มีส่วนในการพัฒนาสาย LAN มาดูกันว่าสาย LAN ที่คุณใช้อยู่ทุกวันนี้มีเบื้องหลังที่น่าสนใจแค่ไหน และจะยังคงเป็นหัวใจสำคัญในการเชื่อมต่อโลกของเราไปอีกนานเพียงใด
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่.. นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
เปรียบเทียบสินค้า
0/4
ลบทั้งหมด
เปรียบเทียบ
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy