สายไฟเบอร์แบ่งออกเป็นกี่ประเภท???
Last updated: 5 Aug 2025
528 Views

สายไฟเบอร์แบ่งออกเป็นกี่ประเภท???
สายใยแก้วนำแสง แบ่งได้เป็นกี่ประเภท???
สายใยแก้วนำแสง หรือ สายไฟเบอร์ออปติค (Fiber Optic) เป็นสายที่นำสัญญาณแสงด้วยแท่งแก้วขนาดเล็กที่อยู่ภายในห่อหุ้มด้วยjacket มีความเร็วในการส่งข้อมูลมากกว่าสายแบบทองแดง และ แทบจะไม่มีการรบกวนของสัญญาณ
วันนี้เราจะมีแนะนำประเภทหลักของสายไฟเบอร์ เพื่อให้คุณสามารถนำไปเลือกใช้งานได้อย่างถูกต้องและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด
- Single-Mode(ตัวย่อSM) ถูกออกแบบมาเพื่อนำแสงเดินทางเป็นทางตรงในระยะทางที่ไกล (ส่งสัญญาณแบบ Lasor) ความเร็วสัญญาณที่รองรับ 10Mbps, 100Mbps ไปจนถึง 1Gbps (ตัวส่งบางชนิดสามารถส่งได้ถึง 10gb) ระยะทางเดินสามารถเดินได้ถึง 10km (ตามมารตราฐาน) หรือมากกว่าขึ้นอยู่กับตัวส่งสัญญาณ Single-mode ได้แบ่งย่อยได้ 2 ประเภท คือ ชนิด OS1 และ OS2 ซึ่งปัจจุบันจะนิยมเป็น OS2
- Multi-Mode (ตัวย่อMM) ใช้สำหรับการสื่อสารในระยะสั้น เนื่องจากเป็นการส่งสัญญาณแสงแบบ LED เช่น ภายในตึก, อาคาร ในส่วนของความเร็วและระยะทางนั้นมีข้อจำกัด สำหรับระยะทางสูงสุดอยู่ที่ 550 เมตร Multi mode จะมีให้เลือกตั้งแต่ OM1-OM5 แต่ในปัจจุบันจะได้รับความนิยมอยู่ 2 ประเภทหลักๆคือ 50/125 µm (OM3) และ 50/125 µm (OM4)
ดูข้อมูลเพิ่มเติม
https://youtu.be/8nTfhFHGKKw
www.royaltec.com
Related Content
สถาปัตยกรรมของระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ถือเป็นรากฐานสำคัญที่ขับเคลื่อนการสื่อสารและเศรษฐกิจดิจิทัลทั่วโลก โดยมีอุปกรณ์ที่เรียกว่า "Network Switch" เป็นหัวใจหลักในการจัดการและควบคุมการไหลเวียนของข้อมูลภายในองค์กรและศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ การเดินทางของเทคโนโลยีสวิตชิ่งเริ่มต้นขึ้นจากการแก้ปัญหาความคับคั่งในระบบเครือข่ายยุคแรก และพัฒนาอย่างต่อเนื่องผ่านหลายทศวรรษเพื่อตอบสนองต่อปริมาณข้อมูลที่เพิ่มขึ้นแบบทวีคูณ จนกระทั่งในปัจจุบันที่ก้าวเข้าสู่ยุคปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence หรือ AI) สวิตช์ได้เปลี่ยนผ่านจากอุปกรณ์ส่งต่อข้อมูลธรรมดาไปสู่แพลตฟอร์มการประมวลผลอัจฉริยะที่ต้องรองรับความหน่วงในระดับต่ำกว่าไมโครวินาทีและแบนด์วิดท์ในระดับหลายสิบเทราบิตต่อวินาที
ในงานอุตสาหกรรมหรือ Data Center "ไฟดับเพียงเสี้ยววินาที" อาจหมายถึงความเสียหายหลักล้าน! ทั้งข้อมูลสูญหาย เครื่องจักรหยุดทำงาน หรือระบบรักษาความปลอดภัยล้มเหลว การเชื่อมโยงโซลูชั่นเพื่อสร้างระบบ Resilience (ความยืดหยุ่นและการฟื้นตัว) ให้ธุรกิจของคุณทำงานได้ต่อเนื่องไม่มีสะดุด
ในยุคดิจิทัลที่ทุกสิ่งขับเคลื่อนด้วยข้อมูลเช่นทุกวันนี้ คุณเคยสงสัยไหมว่าเบื้องหลังบริการออนไลน์ที่คุณใช้งานอยู่ทุกวัน ทั้งโซเชียลมีเดีย สตรีมมิ่ง หรือแม้แต่ AI ที่กำลังเข้ามามีบทบาทในชีวิตเรามากขึ้นเรื่อยๆ สิ่งเหล่านี้มีอะไรเป็น 'หัวใจ' ที่คอยหล่อเลี้ยงให้ระบบทำงานได้อย่างราบรื่นและต่อเนื่อง? คำตอบคือ 'Data Center' หรือ 'ศูนย์ข้อมูล' นั่นเองครับ! จากตู้เซิร์ฟเวอร์ขนาดมหึมาในยุคแรกเริ่ม สู่ Cloud Computing ที่ยืดหยุ่น และก้าวเข้าสู่ Hyperscale Data Center ที่ทรงพลังในวันนี้ Data Center ได้เปลี่ยนแปลงบทบาทตัวเองมาตลอดเวลา บทความนี้จะพาคุณไปสำรวจเส้นทางการพัฒนาอันน่าทึ่งของ Data Center ตั้งแต่จุดเริ่มต้น จนถึงการเป็น 'โรงงานผลิต AI' ที่ขับเคลื่อนนวัตกรรมในโลกยุคใหม่ พร้อมเจาะลึกว่าทำไม Data Center ในวันนี้จึงสำคัญต่ออนาคตของ AI และดิจิทัลไลฟ์สไตล์ของเรามากขนาดนี้ ถ้าพร้อมแล้ว ไปดูกันเลย!


