Share

5 เทรนด์ Cyber Security ที่คุณต้องรู้ในปี 2026

Last updated: 4 Dec 2025
1357 Views
โลกดิจิทัลที่ไร้พรมแดนนำความสะดวกสบายมาให้เราอย่างมหาศาล แต่ในอีกด้านหนึ่ง มันก็มาพร้อมกับความเสี่ยงและภัยคุกคามที่ซับซ้อนขึ้นทุกวัน ภัยคุกคามไซเบอร์ไม่ใช่เรื่องไกลตัวของคนไอทีอีกต่อไป แต่มันแฝงตัวอยู่รอบๆ เราอย่างแนบเนียน ตั้งแต่การหลอกลวงผ่านโซเชียลมีเดีย ไปจนถึงการโจมตีองค์กรขนาดใหญ่ที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง การรู้เท่าทันและคาดการณ์เทรนด์ Cyber Security ล่วงหน้าจึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยให้เราทั้งในฐานะบุคคลและองค์กร สามารถเตรียมพร้อมรับมือและวางกลยุทธ์การป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ มาดูกันว่า 5 เทรนด์ความปลอดภัยไซเบอร์ในปี 2026 ที่เราต้องจับตามองมีอะไรบ้าง

แต่ก่อนจะไปดูเทรนด์ในอนาคต เรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่าทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญกับทุกคน ไม่ว่าคุณจะเป็นพนักงานออฟฟิศ เจ้าของธุรกิจ หรือแม้แต่คนที่ใช้โซเชียลมีเดียในชีวิตประจำวัน ภัยคุกคามในปัจจุบันนั้นฉลาดและแนบเนียนกว่าเดิมมาก ไม่ว่าจะเป็น Deepfake ที่สร้างวิดีโอปลอมของคนที่คุณรู้จัก, Phishing Email ที่ดูเหมือนอีเมลจากธนาคารจริงๆ หรือการโจมตีผ่านอุปกรณ์ IoT (Internet of Things) ในบ้านของคุณเอง ผลกระทบจากการถูกโจมตีนั้นรุนแรง ตั้งแต่การสูญเสียข้อมูลส่วนบุคคล การเงิน ไปจนถึงการทำให้ระบบการทำงานของทั้งองค์กรต้องหยุดชะงัก

การมองไปข้างหน้าถึงปี 2026 จึงเปรียบเสมือนการมีแผนที่นำทาง ที่จะช่วยให้เราเห็นภาพของความเสี่ยงใหม่ๆ และเตรียมเครื่องมือป้องกันไว้ล่วงหน้า ก่อนที่ความเสียหายจะเกิดขึ้นจริง

5 เทรนด์ Cyber Security ที่เราต้องจับตามองในปี 2026

1. AI เมื่อปัญญาประดิษฐ์กลายเป็นทั้งอาวุธและเกราะป้องกัน

ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไม่ใช่แค่เทคโนโลยีในหนังไซไฟอีกต่อไป แต่มันได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในสนามรบไซเบอร์ไปแล้ว
  • ด้านภัยคุกคาม แฮกเกอร์กำลังใช้ AI พัฒนาการโจมตีให้เฉียบคมขึ้นอย่างน่ากลัว ลองนึกภาพอีเมลหลอกลวง (Phishing) ที่เขียนขึ้นโดย AI ซึ่งสามารถเลียนแบบสไตล์การเขียนของ CEO คุณได้อย่างสมบูรณ์แบบ หรือการใช้ AI สร้างมัลแวร์สายพันธุ์ใหม่ที่สามารถปรับเปลี่ยนตัวเองเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจจับได้ นอกจากนี้ การโจมตีแบบอัตโนมัติ (AI agent attacks) ยังทำให้การเจาะระบบเกิดขึ้นได้รวดเร็วและเป็นวงกว้างกว่าที่เคย
  • ด้านการป้องกัน ในทางกลับกัน ฝ่ายป้องกันก็ใช้ AI เป็นอาวุธสำคัญเช่นกัน ระบบรักษาความปลอดภัยที่ขับเคลื่อนด้วย AI สามารถวิเคราะห์ข้อมูลปริมาณมหาศาลเพื่อตรวจจับพฤติกรรมที่ผิดปกติได้แบบเรียลไทม์ มันสามารถเรียนรู้รูปแบบการโจมตีใหม่ๆ และตอบสนองได้โดยอัตโนมัติ เช่น การตัดการเชื่อมต่อที่น่าสงสัย หรือการกักกันไฟล์อันตราย ก่อนที่มนุษย์จะทันได้สังเกตเห็นด้วยซ้ำ

2. Deepfake และ Synthetic Attacks เมื่อสิ่งที่คุณเห็นอาจไม่ใช่ความจริง

เทคโนโลยี Deepfake หรือการสังเคราะห์สื่อปลอม กำลังพัฒนาไปถึงจุดที่แยกแยะออกจากของจริงได้ยากมาก และนี่คือภัยคุกคามที่น่ากังวลอย่างยิ่ง
  • ด้านภัยคุกคาม แฮกเกอร์สามารถใช้ Deepfake สร้างวิดีโอหรือคลิปเสียงปลอมของผู้บริหาร เพื่อสั่งให้ฝ่ายการเงินโอนเงินจำนวนมหาศาล หรือสร้างข่าวปลอมเพื่อทำลายชื่อเสียงของคู่แข่งทางธุรกิจ ในระดับบุคคลทั่วไป มันอาจถูกใช้เพื่อสร้างคอนเทนต์ปลอมเพื่อแบล็กเมล์หรือหลอกลวงคนใกล้ชิดของคุณ
  • ด้านการป้องกัน การป้องกันภัยคุกคามประเภทนี้ต้องอาศัยทั้งเทคโนโลยีและการสร้างความตระหนักรู้ การยืนยันตัวตนแบบหลายปัจจัย (Multi-Factor Authentication - MFA) จะกลายเป็นสิ่งจำเป็นยิ่งขึ้น รวมถึงการสร้างกระบวนการตรวจสอบซ้ำเมื่อมีการร้องขอที่ละเอียดอ่อน เช่น การโอนเงิน หรือการเข้าถึงข้อมูลสำคัญ การให้ความรู้แก่พนักงานและคนทั่วไปให้มีวิจารณญาณและตรวจสอบข้อมูลก่อนเชื่อจึงเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุด

3. Ransomware ยุคใหม่ ไม่ใช่แค่เรียกค่าไถ่ แต่ขโมยข้อมูลไปพร้อมกัน

Ransomware หรือมัลแวร์เรียกค่าไถ่ยังคงเป็นภัยคุกคามอันดับต้นๆ แต่รูปแบบของมันซับซ้อนและโหดร้ายกว่าเดิม
  • ด้านภัยคุกคาม แฮกเกอร์ไม่ได้แค่เข้ารหัสไฟล์ของคุณเพื่อเรียกค่าไถ่อีกต่อไป แต่ใช้กลยุทธ์ที่เรียกว่า Double Extortion คือการลอบขโมยข้อมูลสำคัญออกไปก่อน แล้วจึงเข้ารหัสไฟล์ หากคุณไม่ยอมจ่ายค่าไถ่ พวกเขาก็จะขู่ว่าจะนำข้อมูลที่ขโมยไปเผยแพร่สู่สาธารณะ นอกจากนี้ การโจมตีผ่านคู่ค้าหรือผู้ให้บริการภายนอก (Supply Chain Attack) ก็เป็นอีกช่องทางที่ทำให้ Ransomware แพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว
  • ด้านการป้องกัน การสำรองข้อมูล (Backup) อย่างสม่ำเสมอและแยกเก็บไว้ต่างหากยังคงเป็นหัวใจสำคัญ แต่ต้องเพิ่มด้วยการอัปเดตระบบและซอฟต์แวร์ให้เป็นปัจจุบันเสมอ เพื่อปิดช่องโหว่ที่แฮกเกอร์อาจใช้โจมตี การมีแผนรับมือเหตุการณ์ (Incident Response Plan) ที่ชัดเจนและซ้อมเป็นประจำ จะช่วยลดความเสียหายและทำให้องค์กรกลับมาดำเนินการได้เร็วขึ้น

4. Zero-Trust Security ปรัชญา 'ไม่เชื่อใคร' จะกลายเป็นมาตรฐานใหม่

แนวคิดความปลอดภัยแบบเดิมที่เชื่อว่า "สิ่งที่อยู่ข้างในเครือข่ายปลอดภัย" นั้นใช้ไม่ได้อีกต่อไป เมื่อภัยคุกคามสามารถมาจากภายในองค์กรได้เช่นกัน
  • ด้านภัยคุกคาม การโจมตีไม่ได้มาจากภายนอกเสมอไป แต่อาจเกิดจากคนใน (Insider Threats) ที่มีเจตนาร้าย หรือพนักงานที่ถูกขโมยข้อมูลยืนยันตัวตนไป ทำให้แฮกเกอร์สามารถเข้ามาในระบบได้อย่างง่ายดาย
  • ด้านการป้องกัน หลักการของ Zero-Trust คือ "Never Trust, Always Verify" หรือ "ไม่เชื่อถือสิ่งใดโดยอัตโนมัติ และตรวจสอบยืนยันเสมอ" หมายความว่าทุกการเชื่อมต่อ ทุกคำขอเข้าถึงข้อมูล ไม่ว่าจะมาจากภายในหรือภายนอกเครือข่าย จะต้องผ่านการตรวจสอบและยืนยันตัวตนอย่างเข้มงวดเสมอ เป็นการสร้างกำแพงป้องกันหลายชั้นที่ทำให้แฮกเกอร์เคลื่อนไหวในระบบได้ยากขึ้นมาก

5. Quantum-Ready Security เตรียมพร้อมรับมือการถอดรหัสแห่งอนาคต

แม้จะยังดูเป็นเรื่องไกลตัว แต่การมาถึงของคอมพิวเตอร์ควอนตัม (Quantum Computer) จะเปลี่ยนแปลงโลกแห่งการเข้ารหัสไปตลอดกาล
  • ด้านภัยคุกคาม คอมพิวเตอร์ควอนตัมในอนาคตจะมีพลังการประมวลผลสูงมากพอที่จะถอดรหัสข้อมูลที่ใช้วิธีการเข้ารหัสแบบดั้งเดิม (เช่น RSA, ECC) ได้ในเวลาอันสั้น นั่นหมายความว่าข้อมูลทุกอย่างที่เคยถูกมองว่าปลอดภัย อาจถูกเปิดเผยได้ในพริบตา
  • ด้านการป้องกัน องค์กรที่มองการณ์ไกลจะต้องเริ่มวางแผนเปลี่ยนผ่านไปสู่การเข้ารหัสที่ทนทานต่อควอนตัม (Quantum-Resistant Encryption) แม้เทคโนโลยีนี้จะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่การเริ่มศึกษาและวางแผนตั้งแต่วันนี้ จะช่วยให้องค์กรของคุณพร้อมรับมือกับภัยคุกคามในยุคควอนตัมได้ทันท่วงที

เทรนด์ Cyber Security ในปี 2026 ทำให้เราเห็นว่าภัยคุกคามจะยิ่งฉลาดขึ้น ซับซ้อน และใกล้ตัวเรามากขึ้นเรื่อยๆ การป้องกันจึงไม่ใช่หน้าที่ของฝ่ายไอทีเพียงฝ่ายเดียวอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องของการสร้าง "วัฒนธรรมความปลอดภัย" ที่ทุกคนต้องมีส่วนร่วม

สิ่งที่เราทุกคนควรทำเพื่อสร้างความปลอดภัย

  • อัปเดตเสมอ อัปเดตซอฟต์แวร์และระบบปฏิบัติการบนอุปกรณ์ของคุณเป็นประจำ
  • ใช้ MFA เปิดใช้งานการยืนยันตัวตนแบบหลายปัจจัย (MFA) กับทุกบัญชีที่ทำได้
  • คิดก่อนคลิก ระวังอีเมล ข้อความ หรือลิงก์ที่น่าสงสัย อย่าให้ข้อมูลส่วนตัวกับแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ
  • สำรองข้อมูล Backup ข้อมูลสำคัญของคุณไว้เสมอ

สิ่งที่องค์กรและฝ่าย IT ควรเริ่มทำ

  • วางแผนสู่ Zero-Trust เริ่มประเมินและวางกลยุทธ์เพื่อปรับใช้แนวคิด Zero-Trust
  • ลงทุนในเทคโนโลยีป้องกัน พิจารณาใช้โซลูชันความปลอดภัยที่ขับเคลื่อนด้วย AI
  • ฝึกอบรมพนักงาน จัดอบรมเรื่องความปลอดภัยไซเบอร์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้พนักงานรู้เท่าทันภัยคุกคามล่าสุด
  • เตรียมแผนรับมือ ตรวจสอบและซ้อมแผนรับมือเหตุการณ์ (Incident Response Plan) ให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอ
  • การเตรียมพร้อมตั้งแต่วันนี้ คือการลงทุนเพื่อความปลอดภัยของข้อมูล ชีวิต และธุรกิจของคุณในอนาคต


Royaltec International ในฐานะผู้นำเข้าและจัดจำหน่าย อุปกรณ์ Network และ Datacenter เราจึงมีผู้เชี่ยวชาญสามารถให้คำปรึกษาและแนะนำในการวางระบบ โครงสร้างพื้นฐานทางด้าน IT และระบบ Network ที่จะช่วยสร้างความปลอดภัย จากภัยคุกคามทางไซเบอร์ (Cyber Security) ที่ใกล้ตัวเราขึ้นมาทุกทีได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

______________________________________________________

หากต้องการคำแนะนำเพิ่มเติมสามารถติดต่อมาได้ที่

โทร 02-9344790
Line : @royaltec หรือ https://lin.ee/AwYkey4
Facebook : Royaltec Thailand
www.royaltec.com


Related Content
Zero Downtime Strategy ป้องกันความเสียหายหลักล้าน ด้วยระบบที่ไม่หยุดนิ่ง
ในงานอุตสาหกรรมหรือ Data Center "ไฟดับเพียงเสี้ยววินาที" อาจหมายถึงความเสียหายหลักล้าน! ทั้งข้อมูลสูญหาย เครื่องจักรหยุดทำงาน หรือระบบรักษาความปลอดภัยล้มเหลว การเชื่อมโยงโซลูชั่นเพื่อสร้างระบบ Resilience (ความยืดหยุ่นและการฟื้นตัว) ให้ธุรกิจของคุณทำงานได้ต่อเนื่องไม่มีสะดุด
วิวัฒนาการ Data Center จากยุคเริ่มต้นสู่ Hyperscale Datacenter ในยุค AI
ในยุคดิจิทัลที่ทุกสิ่งขับเคลื่อนด้วยข้อมูลเช่นทุกวันนี้ คุณเคยสงสัยไหมว่าเบื้องหลังบริการออนไลน์ที่คุณใช้งานอยู่ทุกวัน ทั้งโซเชียลมีเดีย สตรีมมิ่ง หรือแม้แต่ AI ที่กำลังเข้ามามีบทบาทในชีวิตเรามากขึ้นเรื่อยๆ สิ่งเหล่านี้มีอะไรเป็น 'หัวใจ' ที่คอยหล่อเลี้ยงให้ระบบทำงานได้อย่างราบรื่นและต่อเนื่อง? คำตอบคือ 'Data Center' หรือ 'ศูนย์ข้อมูล' นั่นเองครับ! จากตู้เซิร์ฟเวอร์ขนาดมหึมาในยุคแรกเริ่ม สู่ Cloud Computing ที่ยืดหยุ่น และก้าวเข้าสู่ Hyperscale Data Center ที่ทรงพลังในวันนี้ Data Center ได้เปลี่ยนแปลงบทบาทตัวเองมาตลอดเวลา บทความนี้จะพาคุณไปสำรวจเส้นทางการพัฒนาอันน่าทึ่งของ Data Center ตั้งแต่จุดเริ่มต้น จนถึงการเป็น 'โรงงานผลิต AI' ที่ขับเคลื่อนนวัตกรรมในโลกยุคใหม่ พร้อมเจาะลึกว่าทำไม Data Center ในวันนี้จึงสำคัญต่ออนาคตของ AI และดิจิทัลไลฟ์สไตล์ของเรามากขนาดนี้ ถ้าพร้อมแล้ว ไปดูกันเลย!
กว่าจะมาเป็นสาย LAN Backbone ที่ขาดไม่ได้ในยุค AI
เคยสงสัยไหมว่าโลกดิจิทัลที่เราใช้ชีวิตอยู่ทุกวันนี้จะทำงานได้อย่างไร หากไม่มีเส้นใยเล็กๆ ที่มองไม่เห็นเหล่านี้คอยเชื่อมโยงทุกสิ่งเข้าด้วยกัน? ใช่แล้วครับ เรากำลังพูดถึง “สาย LAN” หรือสายเคเบิลเครือข่ายที่อยู่เบื้องหลังความเร็ว เสถียรภาพ และความปลอดภัยของการเชื่อมต่อในแทบทุกแง่มุมของชีวิตดิจิทัลของเรา ตั้งแต่การทำงานในสำนักงาน การเล่นเกมออนไลน์ ไปจนถึงระบบอัจฉริยะในบ้านและเมือง หากคุณกำลังมองหาข้อมูลเกี่ยวกับ ประวัติความเป็นมาของสาย LAN และการเดินทางอันน่าทึ่งของเทคโนโลยีนี้ คุณมาถูกที่แล้วครับ บทความนี้จะพาคุณย้อนรอยดูว่า วิวัฒนาการของสาย LAN เกิดขึ้นได้อย่างไร ตั้งแต่จุดเริ่มต้นที่เรียบง่าย ไปจนถึงมาตรฐานความเร็วสูงในยุคปัจจุบันและอนาคตที่ขับเคลื่อนด้วย AI และ IoT เราจะเจาะลึกถึงมาตรฐาน Cat ต่างๆ ที่พัฒนามาอย่างต่อเนื่อง เทคโนโลยีเสริมที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถ รวมถึงบทบาทของแบรนด์ชั้นนำอย่าง Panduit และ Royaltec ที่มีส่วนในการพัฒนาสาย LAN มาดูกันว่าสาย LAN ที่คุณใช้อยู่ทุกวันนี้มีเบื้องหลังที่น่าสนใจแค่ไหน และจะยังคงเป็นหัวใจสำคัญในการเชื่อมต่อโลกของเราไปอีกนานเพียงใด
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่.. นโยบายความเป็นส่วนตัว and นโยบายคุกกี้
Compare product
0/4
Remove all
Compare
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy