Share

7 Layer ของ Network - OSI Model โครงสร้าง Network ที่คนไอทีต้องรู้

Last updated: 7 Apr 2026
2535 Views

เคยสงสัยไหมครับว่า เวลาเราส่งอีเมล ดูวิดีโอออนไลน์ หรือแม้แต่ไถฟีดโซเชียลมีเดีย ข้อมูลเหล่านั้นเดินทางผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่ซับซ้อนไปถึงปลายทางได้อย่างไร? เบื้องหลังการทำงานที่ดูเหมือนง่ายดายนี้ มีโครงสร้างที่เป็นระเบียบและเป็นสากลคอยควบคุมอยู่ ซึ่งก็คือ OSI Model นั่นเองครับ สำหรับคนในแวดวงไอทีแล้ว นี่คือพิมพ์เขียวสำคัญที่ช่วยให้เราเข้าใจการสื่อสารของระบบเครือข่ายทั้งหมด บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึก 7 Layer ของ OSI Model แบบเข้าใจง่าย พร้อมทั้งดูว่า Network Switch อุปกรณ์สำคัญในระบบของเรา ทำงานอยู่ในส่วนไหนของโมเดลนี้กันแน่ ถ้าพร้อมแล้ว ไปทำความรู้จักหัวใจของการสื่อสารเครือข่ายพร้อมกันเลยครับ

OSI Model หัวใจของการสื่อสารเครือข่าย

ในโลกของเทคโนโลยีเครือข่ายที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์ โปรโตคอล และผู้ผลิตที่หลากหลาย การมีมาตรฐานกลางเพื่อให้ทุกส่วนสามารถสื่อสารกันได้อย่างราบรื่นจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง และมาตรฐานนั้นก็คือ OSI Model

OSI Model คืออะไร?

OSI Model (Open Systems Interconnection Model) คือกรอบแนวคิดที่ใช้อธิบายฟังก์ชันการทำงานของระบบเครือข่าย โดยแบ่งกระบวนการสื่อสารที่ซับซ้อนออกเป็น 7 ชั้น (Layers) ที่ทำงานแยกจากกัน แต่ละชั้นจะรับผิดชอบหน้าที่เฉพาะของตัวเอง และส่งต่องานให้กับชั้นที่อยู่ติดกัน เปรียบเสมือนแผนกต่างๆ ในโรงงานประกอบรถยนต์ ที่แต่ละแผนกมีหน้าที่ชัดเจน เช่น แผนกตัวถัง แผนกเครื่องยนต์ แผนกสี เมื่อทุกแผนกทำงานของตัวเองเสร็จสมบูรณ์ เราก็ได้รถยนต์หนึ่งคันที่วิ่งได้ฉันใด OSI Model ก็ช่วยให้การส่งข้อมูลจากคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งไปยังอีกเครื่องหนึ่งสำเร็จลุล่วงได้ฉันนั้น

โมเดลนี้พัฒนาขึ้นโดยองค์กรมาตรฐานสากล (ISO) เพื่อเป็นภาษากลางให้วิศวกรและนักพัฒนาทั่วโลกใช้อ้างอิงและทำความเข้าใจตรงกัน

ทำไม OSI Model ถึงสำคัญ?

การเข้าใจ OSI Model ไม่ใช่แค่การท่องจำทฤษฎี แต่เป็นเครื่องมืออันทรงพลังที่ช่วยให้คนไอทีทำงานได้อย่างมืออาชีพมากขึ้น เพราะมันช่วยให้

  • แก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ เมื่อระบบเครือข่ายมีปัญหา เช่น อินเทอร์เน็ตใช้งานไม่ได้ แทนที่จะเดาสุ่ม เราสามารถไล่ตรวจสอบปัญหาไปทีละ Layer ได้ เช่น เริ่มจาก Layer 1 (Physical) ดูว่าสาย LAN หลุดหรือไม่ ไปจนถึง Layer 7 (Application) เพื่อดูว่าการตั้งค่าเบราว์เซอร์ถูกต้องหรือเปล่า ทำให้การแก้ปัญหารวดเร็วและแม่นยำ
  • ออกแบบเครือข่ายอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้เข้าใจว่าอุปกรณ์แต่ละชิ้น เช่น Router, Switch, Hub ทำงานที่ชั้นไหน และมีหน้าที่อะไร ทำให้สามารถเลือกใช้อุปกรณ์และออกแบบโครงสร้างเครือข่าย (IT Infrastructure) ได้เหมาะสมกับความต้องการขององค์กร
  • สื่อสารกับเพื่อนร่วมทีมได้ชัดเจน เป็นภาษากลางที่ทำให้ทุกคนในทีมไอทีเข้าใจตรงกันว่ากำลังพูดถึงปัญหาหรือส่วนประกอบใดของระบบเครือข่าย

7 Layers ของ OSI Model

ข้อมูลในเครือข่ายจะเดินทางผ่านทั้ง 7 ชั้นนี้ โดยกระบวนการส่งจะเริ่มจาก Layer 7 ลงไปถึง Layer 1 และฝั่งผู้รับข้อมูลจะเดินทางจาก Layer 1 ขึ้นมาถึง Layer 7 ครับ

 

Layer 1 - Physical Layer (ชั้นกายภาพ)

เป็นชั้นล่างสุดที่จับต้องได้ ทำหน้าที่เกี่ยวกับการส่งข้อมูลในระดับบิต (0 และ 1) ผ่านตัวกลางทางกายภาพ ไม่ว่าจะเป็นสัญญาณไฟฟ้าผ่านสายทองแดง (เช่น การเชื่อมต่อเครือข่ายคอมพิวเตอร์ผ่านสายเคเบิล Ethernet), สัญญาณแสงผ่านใยแก้วนำแสง (Fiber Optic) หรือคลื่นวิทยุผ่านอากาศ (Wi-Fi)

  • หน้าที่หลัก การจัดการให้การส่งสัญญาณทางไฟฟ้าจากอุปกรณ์ไปยังปลายทางได้อย่างถูกต้องและสเถียร เช่น การควบคุมรูปแบบการส่งข้อมูลทางกายภาพ การส่งสัญญาณซ้ำหากมีการส่งผิดพลาด
  • ตัวอย่าง สาย LAN, Fiber Optic, Hub, Repeater

ทำหน้าที่นำข้อมูลจาก Layer 3 มาจัดให้อยู่ในรูปแบบที่เรียกว่า "เฟรม" (Frame) และส่งต่อไปยัง Layer 1 ชั้นนี้จะใช้สิ่งที่เรียกว่า MAC Address (ที่อยู่เฉพาะของฮาร์ดแวร์การ์ดแลน) เพื่อระบุตัวตนของอุปกรณ์ในเครือข่ายเดียวกัน และยังช่วยตรวจสอบข้อผิดพลาดเบื้องต้นของการส่งข้อมูลด้วย

  • หน้าที่หลัก จัดการการเข้าถึงตัวกลาง, ควบคุมการส่งข้อมูลด้วย MAC Address
  • ตัวอย่าง Network Switch (Layer 2), Network Interface Card (NIC), MAC Address

Layer 3 - Network Layer (ชั้นเครือข่าย)

นี่คือชั้นของ "บุรุษไปรษณีย์" ในโลกเน็ตเวิร์ก ทำหน้าที่หาเส้นทางที่ดีที่สุด (Routing) เพื่อส่ง "แพ็กเก็ต" (Packet) ข้อมูลข้ามเครือข่ายที่แตกต่างกัน โดยใช้ที่อยู่เชิงตรรกะที่เรารู้จักกันดีในชื่อ IP Address เพื่อระบุตำแหน่งของคอมพิวเตอร์ต้นทางและปลายทาง ไม่ว่าทั้งสองจะอยู่ไกลกันคนละมุมโลกก็ตาม

  • หน้าที่หลัก กำหนดเส้นทางการส่งข้อมูล (Routing), จัดการ IP Address
  • ตัวอย่าง Router, Layer 3 Switch, IP Address

Layer 4 - Transport Layer (ชั้นขนส่ง)

ทำหน้าที่ควบคุมการรับส่งข้อมูลระหว่างต้นทางถึงปลายทาง (End-to-End) ให้มีความน่าเชื่อถือ แบ่งข้อมูลขนาดใหญ่ออกเป็นส่วนเล็กๆ ที่เรียกว่า "เซกเมนต์" (Segment) และประกอบกลับเมื่อถึงปลายทาง พร้อมทั้งตรวจสอบว่าข้อมูลไปถึงครบถ้วนและถูกต้องตามลำดับหรือไม่

  • หน้าที่หลัก รับประกันการส่งข้อมูล, ควบคุมการไหลของข้อมูล (Flow Control)
  • ตัวอย่าง โปรโตคอล TCP (เน้นความถูกต้อง มีการตรวจสอบ) และ UDP (เน้นความเร็ว ไม่มีการตรวจสอบ เหมาะกับสตรีมมิ่งหรือเกมออนไลน์)

Layer 5 - Session Layer (ชั้นเซสชัน)

ทำหน้าที่สร้าง, จัดการ และยุติการเชื่อมต่อ (Session) ระหว่างแอปพลิเคชันสองตัวที่กำลังสื่อสารกัน เปรียบเสมือนการเปิดสายและวางสายโทรศัพท์ ทำให้มั่นใจได้ว่าการสนทนาจะไม่ถูกรบกวนและจบลงอย่างถูกต้อง

  • หน้าที่หลัก สร้างและจัดการ Session การสื่อสาร
  • ตัวอย่าง NetBIOS, Remote Procedure Call (RPC)

Layer 6 - Presentation Layer (ชั้นนำเสนอ)

ทำหน้าที่เป็น "นักแปลภาษา" ของระบบ โดยจะแปลงข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบที่แอปพลิเคชันฝั่งปลายทางสามารถเข้าใจได้ รวมถึงการเข้ารหัส (Encryption) และถอดรหัส (Decryption) เพื่อความปลอดภัย และการบีบอัดข้อมูล (Compression) เพื่อให้ส่งได้เร็วขึ้น

  • หน้าที่หลัก แปลงรูปแบบข้อมูล, เข้ารหัส, บีบอัดข้อมูล
  • ตัวอย่าง การเข้ารหัสแบบ SSL/TLS, รูปแบบไฟล์ภาพ JPEG, MPEG

Layer 7 Application Layer (ชั้นโปรแกรมประยุกต์)

เป็นชั้นบนสุดและใกล้ชิดกับผู้ใช้งานมากที่สุด เป็นส่วนที่ทำให้แอปพลิเคชันต่างๆ สามารถเข้าถึงบริการของเครือข่ายได้ เช่น เว็บเบราว์เซอร์ของคุณใช้โปรโตคอล HTTP/HTTPS (ที่เป็นส่วนหนึ่งของ Layer 7) เพื่อเรียกดูหน้าเว็บต่างๆ

  • หน้าที่หลัก เป็นหน้าต่างให้ผู้ใช้และแอปพลิเคชันเข้าถึงบริการเครือข่าย
  • ตัวอย่าง HTTP, FTP, SMTP, DNS, เว็บเบราว์เซอร์, โปรแกรมอีเมล

Network Switch ทำงานที่ Layer ไหน?

ทีนี้เรามาดูกันว่า Network Switch อุปกรณ์ที่เราคุ้นเคยกันดีนั้น ทำงานอยู่ที่ส่วนไหนของ OSI Model คำตอบคือ Switch ส่วนใหญ่ทำงานที่ Layer 2 (Data Link Layer) หรือที่เรียกว่า Layer 2 Switch มันใช้ MAC Address ในการส่งต่อเฟรมข้อมูลไปยังพอร์ตที่ถูกต้อง ทำให้การสื่อสารภายในเครือข่ายท้องถิ่น (LAN) มีประสิทธิภาพ ลดการชนกันของข้อมูล

แต่เทคโนโลยียังพัฒนาไปอีกขั้น ทำให้เกิด Layer 3 Switch ขึ้นมา ซึ่งเป็นอุปกรณ์ไฮบริดที่มีความสามารถทั้งของ Switch และ Router คือทำงานได้ทั้งใน Layer 2 และ Layer 3 ทำให้มันไม่เพียงส่งข้อมูลด้วย MAC Address ได้ แต่ยังสามารถ "เข้าใจ" IP Address และทำการ Routing แพ็กเก็ตข้อมูลระหว่างเครือข่ายย่อย (VLANs) ภายในองค์กรได้ด้วยความเร็วสูง ซึ่งเหมาะสำหรับเครือข่ายขนาดใหญ่ที่ต้องการประสิทธิภาพในการสื่อสารระหว่างแผนก

ก้าวสู่ความเป็นมืออาชีพด้วยความเข้าใจ OSI Model

การทำความเข้าใจ OSI Model และบทบาทของ Network Switch ในแต่ละ Layer ถือเป็นความรู้พื้นฐานที่แข็งแกร่งสำหรับคนไอทีทุกคน มันช่วยให้คุณไม่เพียงแต่ใช้งานอุปกรณ์ต่างๆ ได้ แต่ยังสามารถวิเคราะห์ ออกแบบ และแก้ไขปัญหาโครงสร้างพื้นฐานด้านไอที (IT Infrastructure) ได้อย่างเป็นระบบและมั่นใจ

เมื่อคุณเข้าใจหลักการเหล่านี้อย่างลึกซึ้งแล้ว การเลือกใช้อุปกรณ์เครือข่ายให้เหมาะสมกับองค์กรจึงไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป สำหรับองค์กรที่มุ่งมั่นจะสร้างระบบเครือข่ายที่มีเสถียรภาพและประสิทธิภาพสูงสุด การเลือกใช้อุปกรณ์คุณภาพคือหัวใจสำคัญ ไม่ว่าจะเป็น Network Switch, Router หรือสายสัญญาณต่างๆ ที่ต้องทำงานร่วมกันอย่างลงตัว หากคุณกำลังมองหาโซลูชัน IT Infrastructure ที่เชื่อถือได้และตอบโจทย์ธุรกิจ Royaltec ในฐานะผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายอุปกรณ์งานระบบ IT Infrastructure คุณภาพสูง พร้อมนำเสนอโซลูชันและให้คำปรึกษา เพื่อช่วยให้คุณสามารถออกแบบและสร้างระบบเครือข่ายที่แข็งแกร่งและพร้อมเติบโตไปกับธุรกิจของคุณในอนาคต

 

______________________________________________________

หากต้องการคำแนะนำเพิ่มเติมสามารถติดต่อมาได้ที่
โทร 02-9344790
Line : @royaltec หรือ https://lin.ee/AwYkey4
Facebook : Royaltec Thailand
www.royaltec.com


Related Content
Simplify Your Physical Infrastructure
Emerging data center technologies, including virtualization, consolidation and automation, can add complexity and increase implementation time. Panduit pre-configured infrastructures help solve this problem and reduce the risks associated with adoption of new technologies by optimizing the physical infrastructure to the logical elements of the network.
วางระบบ FTTx อย่างไรให้สัญญาณแรงทั่วอาคาร
เน็ตภายในอาคารแรงที่ชั้นล่าง แต่ขึ้นไปชั้นบนแล้วสปีดเหลือครึ่งเดียว หรือลูกบ้านปลายสายบ่นว่าเน็ตหลุดเป็นช่วงๆ ทั้งที่ใช้แพ็กเกจเดียวกัน ปัญหาแบบนี้ไม่ได้เกิดจากผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตอย่างเดียว แต่อยู่ที่การ วางหมาก ระบบ FTTx ภายในอาคาร/หมู่บ้านด้วย โดยเฉพาะการเลือกและวางตำแหน่งตัวแบ่งสัญญาณ (Splitter) สำหรับเจ้าของบริษัทรับเหมา ผู้จัดการโครงการ และวิศวกรออกแบบ ระบบ FTTx ในอาคารสูงหรือหมู่บ้านจัดสรรเปรียบได้กับระบบประปา สายไฟเบอร์คือท่อน้ำหลัก ส่วน Splitter ก็คือข้อต่อแยกท่อ ถ้าเลือกขนาดไม่เหมาะ วางตำแหน่งผิด หรือเก็บงานหน้างานไม่ดี น้ำก็จะไปไม่ถึง ปลายสายก็มีแต่หยดน้ำแทนที่จะเป็นสายน้ำแรงๆ บทความนี้จะคุยกันแบบภาคสนาม ว่าควรดูอะไรบ้างเพื่อให้สัญญาณไฟเบอร์แรงทั่วอาคาร ไม่ดรอป และคุ้มค่าต่อการลงทุน
Power Shield 8 ระบบ BMS ตัวช่วยหลักที่จะช่วยให้คุณสามารถจัดการแบตเตอรี่ได้อย่างง่ายดาย
ระบบจัดการแบตเตอรี่ (BMS) Battery Management System - BMS โดยทั่วไปแล้วระบบนี้ คือ ·       เทคโนโลยีการตรวจสอบแบตเตอรี่ (Battery Monitoring Technology) - ทำหน้าที่ติดตามสถานะต่างๆ ของแบตเตอรี่ เช่น แรงดันไฟฟ้า กระแสไฟ ปริมาณคงเหลือของพลังงาน และอุณหภูมิ ·       ซอฟต์แวร์แดชบอร์ด (Dashboard Software) - แสดงข้อมูลที่ได้จากการตรวจสอบแบตเตอรี่ ช่วยให้ผู้ใช้งานวิเคราะห์และประเมินสภาพของแบตเตอรี่ได้ง่ายขึ้น โดยซอฟต์แวร์นี้จะแสดงข้อมูลสุขภาพของแบตเตอรี่แบบเรียลไทม์ และวิเคราะห์เพื่อคาดการณ์ประสิทธิภาพในอนาคต
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่.. นโยบายความเป็นส่วนตัว and นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy