Hybrid Working การทำงานแนวใหม่ในยุค Next Normal
อัพเดทล่าสุด: 5 ส.ค. 2025
549 ผู้เข้าชม

Hybrid Working การทำงานแนวใหม่ในยุค Next Normal
ด้วยสถานการณ์ในปัจจุบัน ทำให้หลายองค์กรต้องปรับเปลี่ยนวิธีการทำงาน และปรับกลยุทธ์ให้รองรับการทำงานของพนักงานจากระยะไกลที่มีจำนวนมากอย่างกะทันหัน และยังต้องยังต้องทบทวนกลยุทธ์และการลงทุนที่ช่วยให้การสื่อสารและการทำงานร่วมกันเป็นไปอย่างต่อเนื่องในช่วงเวลาที่มีแต่ความไม่แน่นอนนี้
Poly (เดิมชื่อ Plantronics และ Polycom) (NYSE: PLT) โพลีเป็นองค์กรชั้นนำในธุรกิจการสื่อสารระดับโลกที่มุ่งสร้างอำนาจจากการเชื่อมโยงและการทำงานร่วมกันของมนุษย์ โพลีได้ออกรายงานฉบับใหม่ของตน 2 ฉบับเมื่อเร็วๆ นี้ ชื่อ การทำงานในยุคนิวนอร์มอล: การจัดลำดับความสำคัญด้านดิจิทัล (The Future of Work in the New Normal: Re-thinking your Digital Priorities) และ การทำงานแบบไฮบริดผสมผสาน: การสร้างนิวนอร์มอลสำหรับการปฏิบัติงาน การจัดพื้นที่และวัฒนธรรมในการทำงาน (Hybrid Working: Creating the next normal in work practices, spaces and culture) ซึ่งรายงานทั้งสองฉบับนี้สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของสถานที่ทำงานสมัยใหม่ในปัจจุบัน (และพื้นที่ทำงาน) ซึ่งจะมีการทำงานแบบไฮบริดผสมผสานเป็นบรรทัดฐาน รวมถึงแนวโน้มการลงทุนในเทคโนโลยีที่เหมาะสมและโซลูชันการทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยให้องค์กรวางแผนสำหรับอนาคตได้อย่างเหมาะสม
ตัวอย่าง Google ที่ได้เริ่มให้พนักงานทำงานในรูปแบบ Hybrid Working
Alphabet Inc. ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ Google ได้ประกาศนโยบายการทำงานที่ผ่อนปรนมากขึ้น โดยจะเปิดโอกาสให้พนักงานสามารถทำงานนอกสถานที่ หรือทำงานจากที่บ้านได้ เพื่อเป็นการเตรียมตัวเข้าสู่โลกแห่งการทำงานหลังการแพร่ระบาดของโรค COVID-19
Sundar Pichai, CEO ของบริษัท ได้แจ้งนโยบายการทำงานใหม่แก่พนักงาน โดยจะให้พนักงานของ Google 60% เข้ามาทำงานที่ออฟฟิศ เพียงแค่บางวันต่อสัปดาห์ อีก 20% ย้ายสถานที่ทำงานไปที่ออฟฟิศ ของ Google แห่งอื่นๆ และอีก 20% สุดท้ายจะทำงานที่บ้าน อีกทั้งยังมีการออกข้อกำหนดอีกว่า พนักงาน Google สามารถทำงานจากสถานที่อื่นได้ 4 สัปดาห์ต่อปี เพิ่มขึ้นจากเดิมที่กำหนดไว้ 2 สัปดาห์
สามารถที่จะประหยัดค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิการพนักงานไปถึง 268 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขณะที่ทั้งปี 2020 บริษัทสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการไปถึง 1,400 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
ด้วยสถานการณ์ในปัจจุบัน ทำให้หลายองค์กรต้องปรับเปลี่ยนวิธีการทำงาน และปรับกลยุทธ์ให้รองรับการทำงานของพนักงานจากระยะไกลที่มีจำนวนมากอย่างกะทันหัน และยังต้องยังต้องทบทวนกลยุทธ์และการลงทุนที่ช่วยให้การสื่อสารและการทำงานร่วมกันเป็นไปอย่างต่อเนื่องในช่วงเวลาที่มีแต่ความไม่แน่นอนนี้
Poly (เดิมชื่อ Plantronics และ Polycom) (NYSE: PLT) โพลีเป็นองค์กรชั้นนำในธุรกิจการสื่อสารระดับโลกที่มุ่งสร้างอำนาจจากการเชื่อมโยงและการทำงานร่วมกันของมนุษย์ โพลีได้ออกรายงานฉบับใหม่ของตน 2 ฉบับเมื่อเร็วๆ นี้ ชื่อ การทำงานในยุคนิวนอร์มอล: การจัดลำดับความสำคัญด้านดิจิทัล (The Future of Work in the New Normal: Re-thinking your Digital Priorities) และ การทำงานแบบไฮบริดผสมผสาน: การสร้างนิวนอร์มอลสำหรับการปฏิบัติงาน การจัดพื้นที่และวัฒนธรรมในการทำงาน (Hybrid Working: Creating the next normal in work practices, spaces and culture) ซึ่งรายงานทั้งสองฉบับนี้สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของสถานที่ทำงานสมัยใหม่ในปัจจุบัน (และพื้นที่ทำงาน) ซึ่งจะมีการทำงานแบบไฮบริดผสมผสานเป็นบรรทัดฐาน รวมถึงแนวโน้มการลงทุนในเทคโนโลยีที่เหมาะสมและโซลูชันการทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยให้องค์กรวางแผนสำหรับอนาคตได้อย่างเหมาะสม
ตัวอย่าง Google ที่ได้เริ่มให้พนักงานทำงานในรูปแบบ Hybrid Working
Alphabet Inc. ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ Google ได้ประกาศนโยบายการทำงานที่ผ่อนปรนมากขึ้น โดยจะเปิดโอกาสให้พนักงานสามารถทำงานนอกสถานที่ หรือทำงานจากที่บ้านได้ เพื่อเป็นการเตรียมตัวเข้าสู่โลกแห่งการทำงานหลังการแพร่ระบาดของโรค COVID-19
Sundar Pichai, CEO ของบริษัท ได้แจ้งนโยบายการทำงานใหม่แก่พนักงาน โดยจะให้พนักงานของ Google 60% เข้ามาทำงานที่ออฟฟิศ เพียงแค่บางวันต่อสัปดาห์ อีก 20% ย้ายสถานที่ทำงานไปที่ออฟฟิศ ของ Google แห่งอื่นๆ และอีก 20% สุดท้ายจะทำงานที่บ้าน อีกทั้งยังมีการออกข้อกำหนดอีกว่า พนักงาน Google สามารถทำงานจากสถานที่อื่นได้ 4 สัปดาห์ต่อปี เพิ่มขึ้นจากเดิมที่กำหนดไว้ 2 สัปดาห์
สามารถที่จะประหยัดค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิการพนักงานไปถึง 268 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขณะที่ทั้งปี 2020 บริษัทสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการไปถึง 1,400 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
บทความที่เกี่ยวข้อง
กล้องวงจรปิด X-Series จากแบรนด์ i-Pro เรียกได้ว่าเป็นนวัตกรรมที่ล้ำสมัยที่สามารถเปลี่ยนกล้องวงจรปิดธรรมดาให้กลายเป็นอุปกรณ์อัจฉริยะ ด้วยเทคโนโลยี AI on-site learning ที่สามารถเรียนรู้และจดจำวัตถุที่ ผู้ใช้กำหนดไว้ได้ ซึ่งเหมาะกับการใช้งานเฉพาะทาง เช่น
Power over Ethernet (PoE) ใช้งานโดยไม่จำเป็นต้องใช้สายไฟแยกกัน ทำให้การติดตั้งง่ายขึ้น ยืดหยุ่นมากขึ้น และคุ้มต้นทุน PoE ถูกนำมาใช้กันอย่างแพร่หลายในแอปพลิเคชันต่างๆ รวมถึงกล้อง IP-Camera, IP-Phone และอุปกรณ์ IoT
Fiber Optic Cassettes ที่รองรับ Universal Polarity ได้ในตัว จาก Panduit
สามารถใช้งานร่วมกับอุปกรณ์จากผู้ผลิตอื่นได้อย่างอิสระ
มีFiber ใฟ้เลือกใช้งานได้ดังนี้


