Hybrid Working การทำงานแนวใหม่ในยุค Next Normal
อัพเดทล่าสุด: 5 ส.ค. 2025
427 ผู้เข้าชม

Hybrid Working การทำงานแนวใหม่ในยุค Next Normal
ด้วยสถานการณ์ในปัจจุบัน ทำให้หลายองค์กรต้องปรับเปลี่ยนวิธีการทำงาน และปรับกลยุทธ์ให้รองรับการทำงานของพนักงานจากระยะไกลที่มีจำนวนมากอย่างกะทันหัน และยังต้องยังต้องทบทวนกลยุทธ์และการลงทุนที่ช่วยให้การสื่อสารและการทำงานร่วมกันเป็นไปอย่างต่อเนื่องในช่วงเวลาที่มีแต่ความไม่แน่นอนนี้
Poly (เดิมชื่อ Plantronics และ Polycom) (NYSE: PLT) โพลีเป็นองค์กรชั้นนำในธุรกิจการสื่อสารระดับโลกที่มุ่งสร้างอำนาจจากการเชื่อมโยงและการทำงานร่วมกันของมนุษย์ โพลีได้ออกรายงานฉบับใหม่ของตน 2 ฉบับเมื่อเร็วๆ นี้ ชื่อ การทำงานในยุคนิวนอร์มอล: การจัดลำดับความสำคัญด้านดิจิทัล (The Future of Work in the New Normal: Re-thinking your Digital Priorities) และ การทำงานแบบไฮบริดผสมผสาน: การสร้างนิวนอร์มอลสำหรับการปฏิบัติงาน การจัดพื้นที่และวัฒนธรรมในการทำงาน (Hybrid Working: Creating the next normal in work practices, spaces and culture) ซึ่งรายงานทั้งสองฉบับนี้สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของสถานที่ทำงานสมัยใหม่ในปัจจุบัน (และพื้นที่ทำงาน) ซึ่งจะมีการทำงานแบบไฮบริดผสมผสานเป็นบรรทัดฐาน รวมถึงแนวโน้มการลงทุนในเทคโนโลยีที่เหมาะสมและโซลูชันการทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยให้องค์กรวางแผนสำหรับอนาคตได้อย่างเหมาะสม
ตัวอย่าง Google ที่ได้เริ่มให้พนักงานทำงานในรูปแบบ Hybrid Working
Alphabet Inc. ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ Google ได้ประกาศนโยบายการทำงานที่ผ่อนปรนมากขึ้น โดยจะเปิดโอกาสให้พนักงานสามารถทำงานนอกสถานที่ หรือทำงานจากที่บ้านได้ เพื่อเป็นการเตรียมตัวเข้าสู่โลกแห่งการทำงานหลังการแพร่ระบาดของโรค COVID-19
Sundar Pichai, CEO ของบริษัท ได้แจ้งนโยบายการทำงานใหม่แก่พนักงาน โดยจะให้พนักงานของ Google 60% เข้ามาทำงานที่ออฟฟิศ เพียงแค่บางวันต่อสัปดาห์ อีก 20% ย้ายสถานที่ทำงานไปที่ออฟฟิศ ของ Google แห่งอื่นๆ และอีก 20% สุดท้ายจะทำงานที่บ้าน อีกทั้งยังมีการออกข้อกำหนดอีกว่า พนักงาน Google สามารถทำงานจากสถานที่อื่นได้ 4 สัปดาห์ต่อปี เพิ่มขึ้นจากเดิมที่กำหนดไว้ 2 สัปดาห์
สามารถที่จะประหยัดค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิการพนักงานไปถึง 268 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขณะที่ทั้งปี 2020 บริษัทสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการไปถึง 1,400 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
ด้วยสถานการณ์ในปัจจุบัน ทำให้หลายองค์กรต้องปรับเปลี่ยนวิธีการทำงาน และปรับกลยุทธ์ให้รองรับการทำงานของพนักงานจากระยะไกลที่มีจำนวนมากอย่างกะทันหัน และยังต้องยังต้องทบทวนกลยุทธ์และการลงทุนที่ช่วยให้การสื่อสารและการทำงานร่วมกันเป็นไปอย่างต่อเนื่องในช่วงเวลาที่มีแต่ความไม่แน่นอนนี้
Poly (เดิมชื่อ Plantronics และ Polycom) (NYSE: PLT) โพลีเป็นองค์กรชั้นนำในธุรกิจการสื่อสารระดับโลกที่มุ่งสร้างอำนาจจากการเชื่อมโยงและการทำงานร่วมกันของมนุษย์ โพลีได้ออกรายงานฉบับใหม่ของตน 2 ฉบับเมื่อเร็วๆ นี้ ชื่อ การทำงานในยุคนิวนอร์มอล: การจัดลำดับความสำคัญด้านดิจิทัล (The Future of Work in the New Normal: Re-thinking your Digital Priorities) และ การทำงานแบบไฮบริดผสมผสาน: การสร้างนิวนอร์มอลสำหรับการปฏิบัติงาน การจัดพื้นที่และวัฒนธรรมในการทำงาน (Hybrid Working: Creating the next normal in work practices, spaces and culture) ซึ่งรายงานทั้งสองฉบับนี้สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของสถานที่ทำงานสมัยใหม่ในปัจจุบัน (และพื้นที่ทำงาน) ซึ่งจะมีการทำงานแบบไฮบริดผสมผสานเป็นบรรทัดฐาน รวมถึงแนวโน้มการลงทุนในเทคโนโลยีที่เหมาะสมและโซลูชันการทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยให้องค์กรวางแผนสำหรับอนาคตได้อย่างเหมาะสม
ตัวอย่าง Google ที่ได้เริ่มให้พนักงานทำงานในรูปแบบ Hybrid Working
Alphabet Inc. ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ Google ได้ประกาศนโยบายการทำงานที่ผ่อนปรนมากขึ้น โดยจะเปิดโอกาสให้พนักงานสามารถทำงานนอกสถานที่ หรือทำงานจากที่บ้านได้ เพื่อเป็นการเตรียมตัวเข้าสู่โลกแห่งการทำงานหลังการแพร่ระบาดของโรค COVID-19
Sundar Pichai, CEO ของบริษัท ได้แจ้งนโยบายการทำงานใหม่แก่พนักงาน โดยจะให้พนักงานของ Google 60% เข้ามาทำงานที่ออฟฟิศ เพียงแค่บางวันต่อสัปดาห์ อีก 20% ย้ายสถานที่ทำงานไปที่ออฟฟิศ ของ Google แห่งอื่นๆ และอีก 20% สุดท้ายจะทำงานที่บ้าน อีกทั้งยังมีการออกข้อกำหนดอีกว่า พนักงาน Google สามารถทำงานจากสถานที่อื่นได้ 4 สัปดาห์ต่อปี เพิ่มขึ้นจากเดิมที่กำหนดไว้ 2 สัปดาห์
สามารถที่จะประหยัดค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิการพนักงานไปถึง 268 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขณะที่ทั้งปี 2020 บริษัทสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการไปถึง 1,400 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
บทความที่เกี่ยวข้อง
เคยตั้งคำถามกันไหมว่า สัญญาณไร้สายอย่าง Wi-Fi ที่ช่วยให้เราท่องโลกออนไลน์จากโซฟาที่บ้านได้อย่างสบาย ๆ นั้น มีจุดเริ่มต้นมาจากอะไร? จากแนวคิดด้านการสื่อสารในยุคสงครามโลก สู่การเป็นเทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐานที่แทบทุกอาคารต้องมี บทความนี้จะพาคุณย้อนรอย วิวัฒนาการของ Wi-Fi ตั้งแต่มาตรฐานยุคแรกที่มีความเร็วเพียง 1 Mbps ไปจนถึง Wi-Fi 7 ที่กำลังจะเข้ามาเปลี่ยนโลกการเชื่อมต่อ พร้อมอธิบายว่าทำไมการเข้าใจประวัติของ Wi-Fi จึงมีผลโดยตรงต่อการเลือกอัปเกรดระบบเครือข่ายทั้งในบ้านและองค์กร
สถาปัตยกรรมของระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ถือเป็นรากฐานสำคัญที่ขับเคลื่อนการสื่อสารและเศรษฐกิจดิจิทัลทั่วโลก โดยมีอุปกรณ์ที่เรียกว่า "Network Switch" เป็นหัวใจหลักในการจัดการและควบคุมการไหลเวียนของข้อมูลภายในองค์กรและศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ การเดินทางของเทคโนโลยีสวิตชิ่งเริ่มต้นขึ้นจากการแก้ปัญหาความคับคั่งในระบบเครือข่ายยุคแรก และพัฒนาอย่างต่อเนื่องผ่านหลายทศวรรษเพื่อตอบสนองต่อปริมาณข้อมูลที่เพิ่มขึ้นแบบทวีคูณ จนกระทั่งในปัจจุบันที่ก้าวเข้าสู่ยุคปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence หรือ AI) สวิตช์ได้เปลี่ยนผ่านจากอุปกรณ์ส่งต่อข้อมูลธรรมดาไปสู่แพลตฟอร์มการประมวลผลอัจฉริยะที่ต้องรองรับความหน่วงในระดับต่ำกว่าไมโครวินาทีและแบนด์วิดท์ในระดับหลายสิบเทราบิตต่อวินาที
เจาะลึกกลยุทธ์ Zero Downtime ด้วยโซลูชั่นระดับโลก Eaton, Allied Telesis, Panduit และ Kumwell พร้อม Case Study จริง ROI คืนทุนภายใน 1-2 ปี


