Hybrid Working การทำงานแนวใหม่ในยุค Next Normal
อัพเดทล่าสุด: 5 ส.ค. 2025
756 ผู้เข้าชม

Hybrid Working การทำงานแนวใหม่ในยุค Next Normal
ด้วยสถานการณ์ในปัจจุบัน ทำให้หลายองค์กรต้องปรับเปลี่ยนวิธีการทำงาน และปรับกลยุทธ์ให้รองรับการทำงานของพนักงานจากระยะไกลที่มีจำนวนมากอย่างกะทันหัน และยังต้องยังต้องทบทวนกลยุทธ์และการลงทุนที่ช่วยให้การสื่อสารและการทำงานร่วมกันเป็นไปอย่างต่อเนื่องในช่วงเวลาที่มีแต่ความไม่แน่นอนนี้
Poly (เดิมชื่อ Plantronics และ Polycom) (NYSE: PLT) โพลีเป็นองค์กรชั้นนำในธุรกิจการสื่อสารระดับโลกที่มุ่งสร้างอำนาจจากการเชื่อมโยงและการทำงานร่วมกันของมนุษย์ โพลีได้ออกรายงานฉบับใหม่ของตน 2 ฉบับเมื่อเร็วๆ นี้ ชื่อ การทำงานในยุคนิวนอร์มอล: การจัดลำดับความสำคัญด้านดิจิทัล (The Future of Work in the New Normal: Re-thinking your Digital Priorities) และ การทำงานแบบไฮบริดผสมผสาน: การสร้างนิวนอร์มอลสำหรับการปฏิบัติงาน การจัดพื้นที่และวัฒนธรรมในการทำงาน (Hybrid Working: Creating the next normal in work practices, spaces and culture) ซึ่งรายงานทั้งสองฉบับนี้สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของสถานที่ทำงานสมัยใหม่ในปัจจุบัน (และพื้นที่ทำงาน) ซึ่งจะมีการทำงานแบบไฮบริดผสมผสานเป็นบรรทัดฐาน รวมถึงแนวโน้มการลงทุนในเทคโนโลยีที่เหมาะสมและโซลูชันการทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยให้องค์กรวางแผนสำหรับอนาคตได้อย่างเหมาะสม
ตัวอย่าง Google ที่ได้เริ่มให้พนักงานทำงานในรูปแบบ Hybrid Working
Alphabet Inc. ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ Google ได้ประกาศนโยบายการทำงานที่ผ่อนปรนมากขึ้น โดยจะเปิดโอกาสให้พนักงานสามารถทำงานนอกสถานที่ หรือทำงานจากที่บ้านได้ เพื่อเป็นการเตรียมตัวเข้าสู่โลกแห่งการทำงานหลังการแพร่ระบาดของโรค COVID-19
Sundar Pichai, CEO ของบริษัท ได้แจ้งนโยบายการทำงานใหม่แก่พนักงาน โดยจะให้พนักงานของ Google 60% เข้ามาทำงานที่ออฟฟิศ เพียงแค่บางวันต่อสัปดาห์ อีก 20% ย้ายสถานที่ทำงานไปที่ออฟฟิศ ของ Google แห่งอื่นๆ และอีก 20% สุดท้ายจะทำงานที่บ้าน อีกทั้งยังมีการออกข้อกำหนดอีกว่า พนักงาน Google สามารถทำงานจากสถานที่อื่นได้ 4 สัปดาห์ต่อปี เพิ่มขึ้นจากเดิมที่กำหนดไว้ 2 สัปดาห์
สามารถที่จะประหยัดค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิการพนักงานไปถึง 268 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขณะที่ทั้งปี 2020 บริษัทสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการไปถึง 1,400 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
ด้วยสถานการณ์ในปัจจุบัน ทำให้หลายองค์กรต้องปรับเปลี่ยนวิธีการทำงาน และปรับกลยุทธ์ให้รองรับการทำงานของพนักงานจากระยะไกลที่มีจำนวนมากอย่างกะทันหัน และยังต้องยังต้องทบทวนกลยุทธ์และการลงทุนที่ช่วยให้การสื่อสารและการทำงานร่วมกันเป็นไปอย่างต่อเนื่องในช่วงเวลาที่มีแต่ความไม่แน่นอนนี้
Poly (เดิมชื่อ Plantronics และ Polycom) (NYSE: PLT) โพลีเป็นองค์กรชั้นนำในธุรกิจการสื่อสารระดับโลกที่มุ่งสร้างอำนาจจากการเชื่อมโยงและการทำงานร่วมกันของมนุษย์ โพลีได้ออกรายงานฉบับใหม่ของตน 2 ฉบับเมื่อเร็วๆ นี้ ชื่อ การทำงานในยุคนิวนอร์มอล: การจัดลำดับความสำคัญด้านดิจิทัล (The Future of Work in the New Normal: Re-thinking your Digital Priorities) และ การทำงานแบบไฮบริดผสมผสาน: การสร้างนิวนอร์มอลสำหรับการปฏิบัติงาน การจัดพื้นที่และวัฒนธรรมในการทำงาน (Hybrid Working: Creating the next normal in work practices, spaces and culture) ซึ่งรายงานทั้งสองฉบับนี้สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของสถานที่ทำงานสมัยใหม่ในปัจจุบัน (และพื้นที่ทำงาน) ซึ่งจะมีการทำงานแบบไฮบริดผสมผสานเป็นบรรทัดฐาน รวมถึงแนวโน้มการลงทุนในเทคโนโลยีที่เหมาะสมและโซลูชันการทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยให้องค์กรวางแผนสำหรับอนาคตได้อย่างเหมาะสม
ตัวอย่าง Google ที่ได้เริ่มให้พนักงานทำงานในรูปแบบ Hybrid Working
Alphabet Inc. ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ Google ได้ประกาศนโยบายการทำงานที่ผ่อนปรนมากขึ้น โดยจะเปิดโอกาสให้พนักงานสามารถทำงานนอกสถานที่ หรือทำงานจากที่บ้านได้ เพื่อเป็นการเตรียมตัวเข้าสู่โลกแห่งการทำงานหลังการแพร่ระบาดของโรค COVID-19
Sundar Pichai, CEO ของบริษัท ได้แจ้งนโยบายการทำงานใหม่แก่พนักงาน โดยจะให้พนักงานของ Google 60% เข้ามาทำงานที่ออฟฟิศ เพียงแค่บางวันต่อสัปดาห์ อีก 20% ย้ายสถานที่ทำงานไปที่ออฟฟิศ ของ Google แห่งอื่นๆ และอีก 20% สุดท้ายจะทำงานที่บ้าน อีกทั้งยังมีการออกข้อกำหนดอีกว่า พนักงาน Google สามารถทำงานจากสถานที่อื่นได้ 4 สัปดาห์ต่อปี เพิ่มขึ้นจากเดิมที่กำหนดไว้ 2 สัปดาห์
สามารถที่จะประหยัดค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิการพนักงานไปถึง 268 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขณะที่ทั้งปี 2020 บริษัทสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการไปถึง 1,400 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
บทความที่เกี่ยวข้อง
เป็นที่รู้กันว่า ปัจจุบันการตรวจหาต้นตอมะเร็งในระยะเริ่มต้นนั้นเป็นสิ่งที่ยากมาก เราจะตรวจเจอมะเร็งได้ก็ต่อเมื่อมีการแพร่กระจายไปยังอะวัยวะต่างๆแล้ว แต่ตอนนี้วงการวิทยาศาสตร์ได้พัฒนาเครื่องมือ AI ที่สามารถสแกนหาต้นกำเนิดของเซลมะเร็งที่อยู่ในระยะลุกลามได้
ในยุคดิจิทัลที่ทุกสิ่งขับเคลื่อนด้วยข้อมูลเช่นทุกวันนี้ คุณเคยสงสัยไหมว่าเบื้องหลังบริการออนไลน์ที่คุณใช้งานอยู่ทุกวัน ทั้งโซเชียลมีเดีย สตรีมมิ่ง หรือแม้แต่ AI ที่กำลังเข้ามามีบทบาทในชีวิตเรามากขึ้นเรื่อยๆ สิ่งเหล่านี้มีอะไรเป็น 'หัวใจ' ที่คอยหล่อเลี้ยงให้ระบบทำงานได้อย่างราบรื่นและต่อเนื่อง? คำตอบคือ 'Data Center' หรือ 'ศูนย์ข้อมูล' นั่นเองครับ! จากตู้เซิร์ฟเวอร์ขนาดมหึมาในยุคแรกเริ่ม สู่ Cloud Computing ที่ยืดหยุ่น และก้าวเข้าสู่ Hyperscale Data Center ที่ทรงพลังในวันนี้ Data Center ได้เปลี่ยนแปลงบทบาทตัวเองมาตลอดเวลา บทความนี้จะพาคุณไปสำรวจเส้นทางการพัฒนาอันน่าทึ่งของ Data Center ตั้งแต่จุดเริ่มต้น จนถึงการเป็น 'โรงงานผลิต AI' ที่ขับเคลื่อนนวัตกรรมในโลกยุคใหม่ พร้อมเจาะลึกว่าทำไม Data Center ในวันนี้จึงสำคัญต่ออนาคตของ AI และดิจิทัลไลฟ์สไตล์ของเรามากขนาดนี้ ถ้าพร้อมแล้ว ไปดูกันเลย!
เราคงเคยได้ยินคำว่า IoT (Internet of Think) หรืออินเตอร์เน็ตในทุกสิ่ง คือการที่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆสามารถเชื่อมโยง และส่งข้อมูลถึงกันผ่านอินเตอร์เน็ต ซึ่งปัจจุบันผู้ผลิตมากมายต่างสร้างอุปกรณ์ที่สามารถสั่งงานผ่านระบบอินเตร์เน็ตได้ อย่างSmart Device, Smart Home, Smart Network และ Smart Intelligent Transportation


