ทริคจัดการเวลายุคใหม่ เน้นคุณภาพ ไม่กดดัน
อัพเดทล่าสุด: 5 ส.ค. 2025
757 ผู้เข้าชม

โลกยุคนี้ เวลาคือสิ่งล้ำค่า! หลายคนพยายามหาเทคนิคจัดการเวลา แต่ลืมไปว่า "คุณภาพ" สำคัญกว่า "จำนวนเวลาที่ใช้ วันนี้เรามีทริคดีๆ ที่จะช่วยให้เพื่อนๆ บริหารจัดการเวลาให้มีประสิทธิภาพพร้อมๆกับการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกัน
ที่มา : Facebook Mission Academy
- เลือกทำงานสำคัญก่อน เราควรประเมินความสำคัญของงานที่มีอยู่ในแต่ละวัน โดยพิจารณาจากผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น และให้ทำงานที่มีความสำคัญหรือเป็นงานที่ยากก่อนในช่วงเช้าของแต่ละวัน เพื่อให้เราสามารถใช้พลังงานที่ยังมีอยู่เต็มเปี่ยมไปกับการโฟกัสสิ่งที่สำคัญ เมื่อเราทำงานที่สำคัญเหล่านี้เสร็จแล้ว ทั้งวันที่เหลือก็ไม่มีอะไรให้เราต้องห่วงอีกต่อไป หรือเราจะวางแผนงานสำคัญนั้นไว้ในช่วงที่เราทำงานได้ดีที่สุดของวันก็ได้
- จำกัดเวลาสำหรับแต่ละงาน โดยการตั้ง Deadline ให้กับแต่ละงานที่เราต้องทำ ซึ่งเราควรประเมินเวลาให้เหมาะสมกับความยากง่ายของแต่ละงาน ซึ่งเราอาจจะใช้เทคนิคการทำ Time Blocking หรือ Promodo ก็ได้ เพราะคนเรามักจะขยายเวลาการทำงานออกไปเรื่อยๆ ถ้าเรารู้สึกว่ายังมีเวลาอยู่ ทำให้งานที่ควรเสร็จไปแล้วยังไม่เสร็จสักที
- หาช่วงเวลาที่ทำงานได้ดีที่สุด ในแต่ละวัน เราจะไม่สามารถที่จะ Productive ได้ทั้งวัน จะมีช่วงเวลาที่เราสามารถทำงานได้ดีและมีสมาธิที่สุด กับช่วงเวลาอื่นๆที่ความ Productive ของเราจะลดลงไป ซึ่งเราควรจัดตารางให้งานสำคัญอยู่ในช่วงเวลาที่เราสามารถทำงานได้ดีที่สุดนั่นเอง
- ลดการทำงานแบบ Multitasking การทำงานหลายๆงานพร้อมกัน ทำให้เราสูญเสียการโฟกัส เพิ่มความเครียดและความผิดพลาดใหม่มากขึ้น จนเราทำอะไรไม่สำเร็จสักอย่าง เนื่องจากเราจะเสียเวลากับการต้องเปลี่ยความสนใจไปมา ดังนั้นเราจึงควรโฟกัสงานให้เสร็จเป็นชิ้นๆไป ซึ่งจะทำให้เราทำงานได้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นถึง 40% เลยทีเดียว
- กำจัดสิ่งรบกวน เช่นเดียวกับการทำงานหลายๆอย่างพร้อมกัน เพราะเมื่อเราต้องเปลี่ยนความสนใจตลอดเวลาทำให้สมองของเราเหนื่อยล้าเร็วขึ้น ดังนั้นเราจึงต้องกำจัดสิงที่จะมารบกวนเราในเวลาทำงานไม่ว่าจะเป็น เสียงแจ้งเตือนต่างๆ เสียงสัตว์เลี้ยงที่บ้านหรือเพื่อร่วมงานโต๊ะข้างๆ
- ฝึกปฏิเสธบ้าง ในแต่ละวันเราอาจจะมีงานที่เข้ามาแทรกแผนงานที่เราวางไว้ตลอดเวลา แต่เราไม่จำเป็นต้องรับทุกอย่างที่เข้ามา เพื่อรักษาเวลาของตัวเองไว้ แต่สำหรับบางคนที่การปฏิเสธเป็นเรื่องยาก การพูดคุยหาทางออกร่วมกันก็เป็นตัวเลือกที่ดี
- ชั่งน้ำหนักผลลัพธ์ ทุกวันเรามีเรื่องให้ต้องตัดสินใจมากมายว่า จะทำหรือไม่ทำอะไร ซึ่งก่อนที่เราเลือกเราควรคิดถึงผลลัพธ์ของสิ่งที่จะตามมาก หากเราไม่ทำแล้วรู้สึกว่าผลลัพธ์นั้นไม่ได้ส่งผลที่ร้ายแรงหรือทำให้ตัวเองผิดหวังในอนาคต เราก็ควรจะปล่อยวางในสิ่งที่ไม่สำคัญนั้นไป แล้วเราจะเข้าใจว่าสิ่งที่สำคัญกับเราจริงๆนั้นคืออะไร
- ผัดวันประกันพรุ่งบ้างก็ได้ จริงอยู่ที่การผัดวันประกันพรุ่งไม่ใช่เรื่องดี แต่ บางครั้ง การที่เรารู้สึกอยากผัดวันประกันพรุ่งเป็นสัญญาณที่ร่างกายของเรากำลังบอกว่า ตัวเราตอนนี้กำลังล้าเกินไปแล้วก็เป็นได้ ซึ่งเราควรให้สมองและร่างกายของเราได้พักบ้าง
- ทบทวนตัวเอง ถ้าเราพบว่าเราไม่กะตือรือร้นกับงานที่ทำหรือเป้าหมายบางอย่างแล้วอาจะเป็นสัญญาณที่เราต้องมาทบทวนตัวเอง ว่าสิ่งที่เราทำอยู่นั้นยังคงเป็นสิ่งที่เราชอบหรือไม่ หรือลึกๆตัวเรากำลังต้องการ การเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่าง ซึ่งเราไม่ควรยึดติดกับอดีตหรือสิ่งที่ลงแรงทำลงไปแล้ว เพราะเวลา นั้นมีค่ามากกว่าการที่เราต้องทำในสิ่งที่ไม่ชอบ
ที่มา : Facebook Mission Academy
บทความที่เกี่ยวข้อง
เจาะลึกกลยุทธ์ Zero Downtime ด้วยโซลูชั่นระดับโลก Eaton, Allied Telesis, Panduit และ Kumwell พร้อม Case Study จริง ROI คืนทุนภายใน 1-2 ปี
ด้วยสถานการณ์ในปัจจุบัน ทำให้หลายองค์กรต้องปรับเปลี่ยนวิธีการทำงาน และปรับกลยุทธ์ให้รองรับการทำงานของพนักงานจากระยะไกลที่มีจำนวนมากอย่างกะทันหัน และยังต้องยังต้องทบทวนกลยุทธ์และการลงทุนที่ช่วยให้การสื่อสารและการทำงานร่วมกันเป็นไปอย่างต่อเนื่องในช่วงเวลาที่มีแต่ความไม่แน่นอนนี้
ช่วงสองสามปีที่ผ่านมา หลายโรงงานและอาคารพาณิชย์เริ่มตั้งคำถามเหมือนกันหมดว่า ทำไมค่าไฟแพงขึ้น ทั้งที่ใช้เครื่องจักรและแอร์เท่าเดิม? พอไล่ดูบิลจริงจัง จะเห็นชัดว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่หน่วยที่ใช้เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ เวลา ที่เราใช้ไฟด้วย โดยเฉพาะหลังเริ่มมีโครงสร้างค่าไฟแบบ Time of Use (ToU) เข้ามาเกี่ยว ESS ที่เคยถูกมองว่าเป็นแค่ตู้แบตสำรองไฟ ตอนนี้เลยกลายเป็นเครื่องมือวางกลยุทธ์ด้านพลังงานไปแล้ว ใครยังคิดว่า ESS = UPS แค่กันไฟดับ มีโอกาสวางสเปกพลาด และเสียโอกาสประหยัดค่าไฟไปหลายแสนต่อปีได้ง่าย ๆ
ถ้ามองระบบไฟฟ้าไทยทุกวันนี้เหมือนระบบท่อในโรงงาน จะเห็นภาพชัดว่าปัญหาไม่ใช่แค่ มีน้ำพอไหม แต่คือ น้ำไหลพุ่งช่วงไหน ต่างหาก โครงสร้างค่าไฟฟ้าแบบ ToU ก็คือการคิดค่าบริการตามช่วงเวลาที่โหลดขึ้นสูงสุด ถ้าไปดึงโหลดตอนท่อทุกคนเปิดเต็ม ๆ ก็ต้องจ่ายแพงเป็นธรรมดา


