Share

มาตราฐานท่อเหล็กร้อยสายไฟที่ดี ควรมีอะไรบ้าง???

Last updated: 10 Nov 2025
916 Views
มาตราฐานท่อเหล็กร้อยสายไฟที่ดี ควรมีอะไรบ้าง???

ท่อเหล็กร้อยสายไฟคืออะไร
ท่อเหล็กร้อยสายไฟ เป็น ท่อที่ตีขึ้นจากแผ่นเหล็กกล้าซ้อนกัน แล้วขึ้นรูปให้กลายเป็นท่อเหล็ก และเชื่อมให้ผิวภายนอกกับภายในเสมอกัน ด้วยกระบวนการขูดตะเข็บภายในโดยเครื่องมือที่ออกแบบเป็นพิเศษ จากนั้น นำมาชุบด้วยสังกะสี ซึ่งมี 2 วิธี

ได้แก่

  1. กระบวนการชุบสังกะสีแบบจุมร้อนทั้งภายนอกและภายใน (ชุบแบบหนา)
  2. กระบวนการชุบสังกะสีด้วยวิธีชุบไฟฟ้า (ชุบแบบบาง)



ทำให้มีคุณสมบัติ ดัดง่ายและเที่ยงตรง ง่ายต่อการร้อยสายไฟ และทนทานต่อการกัดกร่อน ซึ่งท่อเหล็กของ RSI เป็นท่อเหล็กที่ชุบสังกะสี ผ่านกระบวนการชุบเท่านั้น ไม่มีการฉีดพ่น หรือ นำแผ่นสังกะสีมาเคลือบทับในกระบวนการผลิต ทำให้มั่นใจได้ในคุณภาพ และความคงทนของท่อเหล็กได้ยาวนานกว่า30ปี

ประเภทท่อเหล็กร้อยสายไฟ
ท่อเหล็กร้อยสายไฟ แบ่ง ออกเป็น 3ประเภทหลักๆ แยกตามการใช้งาน ได้แก่

1.EMT ท่อเหล็กร้อยสายไฟ ผนังท่อบาง ปลายเรียบ                                                                                                                        AMERICAN STANDARD ELECTRICAL METALLIC TUBING ANSI C80.3-1983

เป็น ท่อเหล็กร้อยสายไฟที่มีขนาดผนังท่อบางที่สุด โดยมีเส้นผ่านศูนย์กลางภายนอกตั้งแต่ 0.706 2.197 นิ้ว ภายใน 17.9 55.8     มม. ขึ้นอยู่กับขนาดของท่อ ซึ่งท่อ EMT จะมีความหนาของผนังที่เป็นแผ่นเหล็กอยู่ที่ 1.07 1.65 มม. มวลต่ำสุดที่ยอมรับได้     
     
อยู่ที่ 0.285 1.400 ปอนด์ / ฟุต ไม่มีการตีเกลียวที่ปลายทั้งสองด้าน บนตัวท่อจะสกรีนอักษรสีเขียว  ซึ่งเหมาะสมสำหรับเดินสายไฟภายในอาคาร เดินสายบนฝ้า เพดาน มีมาตราฐานชุบสังกะสีทั้งแบบบางและหนาท่อร้อยสายไฟภายในอาคาร RSI / EMT

ท่อร้อยสายไฟภายในอาคาร RSI / EMT

2. IMC ท่อเหล็กร้อยสายไฟ ผนังท่อหนาปานกลาง ต่อด้วยเกลียว                                                                                                         INTERMEDIATE METAL CONDUIT UL 1242-1983

เป็นท่อเหล็กร้อยสายไฟที่มีความหนาผนังท่อในระดับกลาง

โดยมีเส้นผ่านศูนย์กลางภายนอกตั้งแต่ 20.7 113.4 มม.  ขึ้นอยู่กับขนาดของท่อ ซึ่งท่อ IMC จะมีความหนาของผนังที่เป็นแผ่นเหล็กอยู่ที่ 1.79 3.61 มม. มวลต่ำสุดที่ยอมรับได้ของท่อรวมข้อต่อ อยู่ที่  25.4 296.1 กก. / ม. ตีเกลียวที่ปลายทั้งสองด้าน ซึ่งเหมาะสมสำหรับเดินสายไฟในผนัง เสา ที่มีความทึบ หรืออยู่ชิดขอบอาคาร บนตัวท่อจะสกรีนอักษรสีส้ม มีมาตราฐานชุบสังกะสีทั้งแบบบางและหนา

ท่อร้อยสายไฟขนาดกลาง RSI /IMC
 
3. RSC ท่อเหล็กร้อยสายไฟ ผนังท่อหนา ต่อด้วยเกลียว
AMERICAN STANDARD RIGID STEEL CONDUIT , ZINC COATED ANSI C80.1-1983

เป็นท่อเหล็กร้อยสายไฟที่มีความหนาผนังท่อหนาที่สุดโดยมีเส้นผ่านศูนย์กลางภายนอกตั้งแต่ 21.3 168 มม. ภายใน 16.1 154.8 มม.  ขึ้นอยู่กับขนาดของท่อ ซึ่งท่อ RSC จะมีความหนาของผนังที่เป็นแผ่นเหล็กอยู่ที่ 2.64 6.76 มม. มวลต่ำสุดที่ยอมรับได้ของท่อรวมข้อต่อ อยู่ที่  35.83 791.67 กก. / ม. ตีเกลียวที่ปลายทั้งสองด้าน ซึ่งเหมาะสมสำหรับเดินสายไฟนอกอาคาร เพราะมีความแข็งแรงทนทานมากที่สุด บนตัวท่อจะสกรีนอักษรสีดำ   มีมาตราฐานชุบสังกะสีทั้งแบบบางและหนา
ท่อร้อยสายไฟภายนอกอาคาร RSI/ RSC
 
วิธีชุบสังกะสี
ท่อเหล็กร้อยสายไฟนอกจากจะผลิตจากแผ่นเหล็กกล้าตีขึ้นรูปจนผ่านกระบวนการมาเป็นท่อแล้ว ยังต้องนำไป ชุบหรือเคลือบด้วยสังกะสี เพื่อความแข็งแรงทนทาน ป้องกันการกัดกร่อน ซึ่งท่อเหล็กแบรนด์ RSI เป็นเพียงยี่ห่อเดียวในประเทศที่มีกระบวนกวนการผลิตแบบบ่อร้อนสังกะสีขนาดใหญ่ ทำให้สามารถชุบสังกะสีทั้งภายนอกและภายในตัวท่อได้แบบ100% โดยวิธีการชุบจะแบ่งออกเป็น2ประเภท ตามมาตราฐานดังนี้

1.การจุ่มร้อน (Hot-Dipped Galvanized)
เป็นการชุบสังกะสีแบบหนา โดยมีมาตราฐานความหนาของเนื้อสังกะสีบนตัวท่ออยู่ที่ >66.04 micron ขึ้นไป


2.การชุบด้วยกระบวนการไฟฟ้า (Electro Glavanized /Pre Galvanized )
เป็นการชุบสังกะสีแบบบาง โดยมีมาตราฐานความหนาของเนื้อสังกะสีบนตัวท่ออยู่ที่ 20 micron ขึ้นไป
 

 

 

 

 


Related Content
วิวัฒนาการของ Network Switch จากอุปกรณ์รับส่งข้อมูลสู่รากฐานสำคัญที่ขับเคลื่อนการสื่อสารและเศรษฐกิจดิจิทัลทั่วโลก
สถาปัตยกรรมของระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ถือเป็นรากฐานสำคัญที่ขับเคลื่อนการสื่อสารและเศรษฐกิจดิจิทัลทั่วโลก โดยมีอุปกรณ์ที่เรียกว่า "Network Switch" เป็นหัวใจหลักในการจัดการและควบคุมการไหลเวียนของข้อมูลภายในองค์กรและศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ การเดินทางของเทคโนโลยีสวิตชิ่งเริ่มต้นขึ้นจากการแก้ปัญหาความคับคั่งในระบบเครือข่ายยุคแรก และพัฒนาอย่างต่อเนื่องผ่านหลายทศวรรษเพื่อตอบสนองต่อปริมาณข้อมูลที่เพิ่มขึ้นแบบทวีคูณ จนกระทั่งในปัจจุบันที่ก้าวเข้าสู่ยุคปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence หรือ AI) สวิตช์ได้เปลี่ยนผ่านจากอุปกรณ์ส่งต่อข้อมูลธรรมดาไปสู่แพลตฟอร์มการประมวลผลอัจฉริยะที่ต้องรองรับความหน่วงในระดับต่ำกว่าไมโครวินาทีและแบนด์วิดท์ในระดับหลายสิบเทราบิตต่อวินาที
Zero Downtime Strategy ป้องกันความเสียหายหลักล้าน ด้วยระบบที่ไม่หยุดนิ่ง
ในงานอุตสาหกรรมหรือ Data Center "ไฟดับเพียงเสี้ยววินาที" อาจหมายถึงความเสียหายหลักล้าน! ทั้งข้อมูลสูญหาย เครื่องจักรหยุดทำงาน หรือระบบรักษาความปลอดภัยล้มเหลว การเชื่อมโยงโซลูชั่นเพื่อสร้างระบบ Resilience (ความยืดหยุ่นและการฟื้นตัว) ให้ธุรกิจของคุณทำงานได้ต่อเนื่องไม่มีสะดุด
วิวัฒนาการ Data Center จากยุคเริ่มต้นสู่ Hyperscale Datacenter ในยุค AI
ในยุคดิจิทัลที่ทุกสิ่งขับเคลื่อนด้วยข้อมูลเช่นทุกวันนี้ คุณเคยสงสัยไหมว่าเบื้องหลังบริการออนไลน์ที่คุณใช้งานอยู่ทุกวัน ทั้งโซเชียลมีเดีย สตรีมมิ่ง หรือแม้แต่ AI ที่กำลังเข้ามามีบทบาทในชีวิตเรามากขึ้นเรื่อยๆ สิ่งเหล่านี้มีอะไรเป็น 'หัวใจ' ที่คอยหล่อเลี้ยงให้ระบบทำงานได้อย่างราบรื่นและต่อเนื่อง? คำตอบคือ 'Data Center' หรือ 'ศูนย์ข้อมูล' นั่นเองครับ! จากตู้เซิร์ฟเวอร์ขนาดมหึมาในยุคแรกเริ่ม สู่ Cloud Computing ที่ยืดหยุ่น และก้าวเข้าสู่ Hyperscale Data Center ที่ทรงพลังในวันนี้ Data Center ได้เปลี่ยนแปลงบทบาทตัวเองมาตลอดเวลา บทความนี้จะพาคุณไปสำรวจเส้นทางการพัฒนาอันน่าทึ่งของ Data Center ตั้งแต่จุดเริ่มต้น จนถึงการเป็น 'โรงงานผลิต AI' ที่ขับเคลื่อนนวัตกรรมในโลกยุคใหม่ พร้อมเจาะลึกว่าทำไม Data Center ในวันนี้จึงสำคัญต่ออนาคตของ AI และดิจิทัลไลฟ์สไตล์ของเรามากขนาดนี้ ถ้าพร้อมแล้ว ไปดูกันเลย!
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่.. นโยบายความเป็นส่วนตัว and นโยบายคุกกี้
Compare product
0/4
Remove all
Compare
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy