ซื้อ UPS ทั้งที มีอะไรที่ควรรู้บ้าง ?
Last updated: 5 Aug 2025
826 Views

ใน การเลือกซื้อ UPS นั้น นอกจากจะต้องทราบขนาดกำลังไฟฟ้า (Watts), VA และ ระยะเวลาสำรองไฟแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ควรนำมาประกอบการตัดสินใจเลือกซื้ออีกดังนี้
1. อุปกรณ์ไฟฟ้าที่นำมาต่อพ่วงกับ UPS
2. คุณภาพของระบบไฟฟ้า ในจุดที่เรานำ UPS ไปใช้งาน
3. ขนาดของกำลังไฟฟ้าของอุปกรณ์ต่อพ่วงกับ UPS
4. ระยะเวลาที่ต้องการสำรองไฟ
6. ระยะเวลาในการรับประกัน
7. บริการหลังการขาย
สอบถาม-สั่งซื้อสินค้า
Tel :02-9344790
Line : @royaltec
Facebook : RoyaltecThailand
1. อุปกรณ์ไฟฟ้าที่นำมาต่อพ่วงกับ UPS
- ถ้าอุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีการตอบสนองต่อคุณภาพของกระแสไฟฟ้าสูง เช่นอุปกรณ์ทางการแพทย์ เครื่องมือวัดที่มีความละเอียดสูง และอุปกรณ์ Network Server เราควรเลือกใช้ UPS ที่เป็นเทคโนโลยีแบบ True On-Line Double Conversion
- หากเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าทั่วไป เช่น คอมพิวเตอร์ เร้าเตอร์ และปริ้ทน์เตอร์ เราสามารถเลือกใช้ UPS ที่เป็นเทคโนโลยีแบบ Line Interactive ก็เพียงพอแล้ว
2. คุณภาพของระบบไฟฟ้า ในจุดที่เรานำ UPS ไปใช้งาน
- เราควรเลือกใช้ UPS ที่เป็นเทคโนโลยีแบบ True On-Line Double Conversion ในสถานที่ ที่กระแสไฟฟ้ามีความแปรปรวนสูง เช่น จุดที่อยู่ใกล้กับแหล่งจ่ายไฟขนาดใหญ่
- แต่ถ้าเป็นคอนโดฯ หรือที่พักอาศัยทั่วไป ซึ่งมีความแปรปรวนของกระแสไฟฟ้าน้อย เราก็สามารถใช้ UPS แบบ Line Interactive ได้
3. ขนาดของกำลังไฟฟ้าของอุปกรณ์ต่อพ่วงกับ UPS
- เราควรเลือกกำลังไฟฟ้าของ UPS ที่สูงกว่า อัตราการใช้ไฟของอุปกรณ์ต่อพ่วง หรือโหลด เช่น คอมพิวเตอร์ที่ใช้ไฟฟ้าอยู่ที่ 750 VA เราก็ควรเลือก UPS ที่มีขนาดมากกว่า 750VA ขึ้นไป และกำลังไฟฟ้าที่มากขึ้นก็หมายถึงเวลาในการสำรองไฟที่นานขึ้นด้วย
4. ระยะเวลาที่ต้องการสำรองไฟ
- สำหรับอุปกรณ์ไฟฟ้าในบ้านเรือนทั่วไป ระยะเวลาในการสำรองไฟนั้นควรอยู่ที่ประมาณ 5-10 นาที ส่วนอุปกรณ์ที่มีความสำคัญ ควรเลือก UPS ที่สามารถสำรองไฟได้ 10-15 นาที
6. ระยะเวลาในการรับประกัน
7. บริการหลังการขาย
สอบถาม-สั่งซื้อสินค้า
Tel :02-9344790
Line : @royaltec
Facebook : RoyaltecThailand
Related Content
เคยไหม ? ที่ธุรกิจของเราต้องหยุดชะงัก อันเนื่องมาจากความผิดปกติของระบบไฟฟ้าที่เราไม่สามารถควบคุมได้ ไม่ว่าจากตัวระบบการส่งไฟฟ้าหรือจากภัยธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็น ไฟฟ้าขัดข้องหรือไฟฟ้าดับ, ไฟตก, ไฟเกิน, ไฟกระชากหรือสัญญาณรบกวน
หลายคนในวงการน่าจะเคยเจอสถานการณ์ที่หลังพายุฝนฟ้าคะนองผ่านไป อุปกรณ์ในห้องเซิร์ฟเวอร์, ระบบควบคุมลิฟต์ หรือแม้แต่กล้องวงจรปิดเกิดความเสียหายพร้อมกัน ทั้งที่อาคารก็มี 'เสาล่อฟ้า' ติดตั้งอยู่ นี่คือสัญญาณแรกที่บอกว่าระบบป้องกันฟ้าผ่าที่คุณมี อาจไม่ได้ทำหน้าที่ของมันอย่างที่ควรจะเป็น ปรากฏการณ์ฟ้าผ่าไม่ใช่เรื่องของโชคร้าย แต่เป็นวิทยาศาสตร์ที่คำนวณและป้องกันได้ การละเลยเรื่องมาตรฐานจึงอาจนำมาซึ่งความเสียหายที่ประเมินค่าไม่ได้ทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สินอิเล็กทรอนิกส์มูลค่ามหาศาลในอาคาร
ในยุคดิจิทัลที่ทุกสิ่งขับเคลื่อนด้วยข้อมูลเช่นทุกวันนี้ คุณเคยสงสัยไหมว่าเบื้องหลังบริการออนไลน์ที่คุณใช้งานอยู่ทุกวัน ทั้งโซเชียลมีเดีย สตรีมมิ่ง หรือแม้แต่ AI ที่กำลังเข้ามามีบทบาทในชีวิตเรามากขึ้นเรื่อยๆ สิ่งเหล่านี้มีอะไรเป็น 'หัวใจ' ที่คอยหล่อเลี้ยงให้ระบบทำงานได้อย่างราบรื่นและต่อเนื่อง? คำตอบคือ 'Data Center' หรือ 'ศูนย์ข้อมูล' นั่นเองครับ! จากตู้เซิร์ฟเวอร์ขนาดมหึมาในยุคแรกเริ่ม สู่ Cloud Computing ที่ยืดหยุ่น และก้าวเข้าสู่ Hyperscale Data Center ที่ทรงพลังในวันนี้ Data Center ได้เปลี่ยนแปลงบทบาทตัวเองมาตลอดเวลา บทความนี้จะพาคุณไปสำรวจเส้นทางการพัฒนาอันน่าทึ่งของ Data Center ตั้งแต่จุดเริ่มต้น จนถึงการเป็น 'โรงงานผลิต AI' ที่ขับเคลื่อนนวัตกรรมในโลกยุคใหม่ พร้อมเจาะลึกว่าทำไม Data Center ในวันนี้จึงสำคัญต่ออนาคตของ AI และดิจิทัลไลฟ์สไตล์ของเรามากขนาดนี้ ถ้าพร้อมแล้ว ไปดูกันเลย!


