ซื้อ UPS ทั้งที มีอะไรที่ควรรู้บ้าง ?
Last updated: 5 Aug 2025
731 Views

ใน การเลือกซื้อ UPS นั้น นอกจากจะต้องทราบขนาดกำลังไฟฟ้า (Watts), VA และ ระยะเวลาสำรองไฟแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ควรนำมาประกอบการตัดสินใจเลือกซื้ออีกดังนี้
1. อุปกรณ์ไฟฟ้าที่นำมาต่อพ่วงกับ UPS
2. คุณภาพของระบบไฟฟ้า ในจุดที่เรานำ UPS ไปใช้งาน
3. ขนาดของกำลังไฟฟ้าของอุปกรณ์ต่อพ่วงกับ UPS
4. ระยะเวลาที่ต้องการสำรองไฟ
6. ระยะเวลาในการรับประกัน
7. บริการหลังการขาย
สอบถาม-สั่งซื้อสินค้า
Tel :02-9344790
Line : @royaltec
Facebook : RoyaltecThailand
1. อุปกรณ์ไฟฟ้าที่นำมาต่อพ่วงกับ UPS
- ถ้าอุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีการตอบสนองต่อคุณภาพของกระแสไฟฟ้าสูง เช่นอุปกรณ์ทางการแพทย์ เครื่องมือวัดที่มีความละเอียดสูง และอุปกรณ์ Network Server เราควรเลือกใช้ UPS ที่เป็นเทคโนโลยีแบบ True On-Line Double Conversion
- หากเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าทั่วไป เช่น คอมพิวเตอร์ เร้าเตอร์ และปริ้ทน์เตอร์ เราสามารถเลือกใช้ UPS ที่เป็นเทคโนโลยีแบบ Line Interactive ก็เพียงพอแล้ว
2. คุณภาพของระบบไฟฟ้า ในจุดที่เรานำ UPS ไปใช้งาน
- เราควรเลือกใช้ UPS ที่เป็นเทคโนโลยีแบบ True On-Line Double Conversion ในสถานที่ ที่กระแสไฟฟ้ามีความแปรปรวนสูง เช่น จุดที่อยู่ใกล้กับแหล่งจ่ายไฟขนาดใหญ่
- แต่ถ้าเป็นคอนโดฯ หรือที่พักอาศัยทั่วไป ซึ่งมีความแปรปรวนของกระแสไฟฟ้าน้อย เราก็สามารถใช้ UPS แบบ Line Interactive ได้
3. ขนาดของกำลังไฟฟ้าของอุปกรณ์ต่อพ่วงกับ UPS
- เราควรเลือกกำลังไฟฟ้าของ UPS ที่สูงกว่า อัตราการใช้ไฟของอุปกรณ์ต่อพ่วง หรือโหลด เช่น คอมพิวเตอร์ที่ใช้ไฟฟ้าอยู่ที่ 750 VA เราก็ควรเลือก UPS ที่มีขนาดมากกว่า 750VA ขึ้นไป และกำลังไฟฟ้าที่มากขึ้นก็หมายถึงเวลาในการสำรองไฟที่นานขึ้นด้วย
4. ระยะเวลาที่ต้องการสำรองไฟ
- สำหรับอุปกรณ์ไฟฟ้าในบ้านเรือนทั่วไป ระยะเวลาในการสำรองไฟนั้นควรอยู่ที่ประมาณ 5-10 นาที ส่วนอุปกรณ์ที่มีความสำคัญ ควรเลือก UPS ที่สามารถสำรองไฟได้ 10-15 นาที
6. ระยะเวลาในการรับประกัน
7. บริการหลังการขาย
สอบถาม-สั่งซื้อสินค้า
Tel :02-9344790
Line : @royaltec
Facebook : RoyaltecThailand
Related Content
ใยแก้วนำแสง หรือ ออปติกไฟเบอร์ หรือ ไฟเบอร์ออปติก เป็นแก้วหรือพลาสติกคุณภาพสูง ที่สามารถยืดหยุ่นโค้งงอได้ โดยมีเส้นผ่านศูนย์กลางเพียง 8-10 ไมครอน ซึ่งเล็กกว่าเส้นผมที่มีขนาด 40-120 ไมครอน
ใยแก้วนำแสงนั้นทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการส่งแสงจากด้านหนึ่งไปอีกด้านหนึ่ง ด้วยความเร็วเกือบเท่าแสง เมื่อนำมาใช้ในการสื่อสารโทรคมนาคม ทำให้การส่ง-รับข้อมูลได้เร็วมาก สามารถส่ง-รับข้อมูลในระยะทางได้เกิน 100 กม.เนื่องจากแสงเป็นตัวนำส่งข้อมูล จึงทำให้สัญญาณแม่เหล็กไฟฟ้าภายนอก ไม่สามารถรบกวนสัญญาณได้
เคยสงสัยไหมว่าทำไมตึกสูงระฟ้าถึงต้องมีไฟกระพริบสีแดงหรือขาวอยู่บนยอด? หรือทำไมสิ่งก่อสร้างเหล่านี้ถึงต้องติดไฟราวกับเป็นส่วนหนึ่งของระบบนำทางบนท้องฟ้า? นั่นคือ 'ไฟเตือนสิ่งกีดขวาง' หรือ Obstruction Light นั่นเองครับ! เราจะพาคุณย้อนรอยไปทำความรู้จักกับจุดเริ่มต้นของแสงแห่งความปลอดภัยนี้ ตั้งแต่ยุคอดีตจนถึงปัจจุบัน พร้อมเจาะลึกถึงวิวัฒนาการของกฎหมาย มาตรฐาน และเทคโนโลยีที่ทำให้การเดินทางทางอากาศปลอดภัยยิ่งขึ้น ถ้าคุณคือคนหนึ่งที่สนใจความปลอดภัยทางอากาศ หรือกำลังมองหาข้อมูลเกี่ยวกับไฟเตือนสิ่งกีดขวางตามกฎหมายไทย บทความนี้น่าจะเป็นประโยชน์กับคุณอย่างแน่นอนครับ!
ในปัจจุบันที่เทคโนโลยีเครือข่าย และเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ก้าวหน้าอย่างมาก ทำให้เราสามารถเข้าถึงสิ่งต่างๆได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว เพราะความสะดวกและง่ายดายนี้เองก็ทำให้เหล่าผู้ไม่ประสงค์ดี สามารถเข้าถึงข้อมูลต่างๆของเราได้ง่ายดายเช่นเดียวกัน และในวันนี้เราจะมาเล่าให้ฟังว่า ความปลอดภัยทางไซเบอร์ หรือ Cyber Security นั้นคืออะไร และทำไมจึงควรให้ความสำคัญ


